ขอแจ้งงดอัพเดทบล็อก(แต่ทางทีมงานguruclub จะไม่ลบบทความ เก็บบล็อกเป็นคลังข้อมูลครับ ติดตามผ่านทางเฟชบุ๊คหรือtwitter https://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239 https://www.facebook.com/pages/ข่าวเด่น-ประเด็นร้อน-thai-hot-news/211579868873694/ https://twitter.com/guruclubit ติดตามบทความใหม่ผ่าน http://guruitclub.blogspot.com/ http://guruclub-newsupdate.blogspot.com http://guruitnew.blogspot.com/ จะติดต่อเว็บบล็อกของเราได้นะครับ gurunews2010@gmail.com ---------------------------------------

30/7/55

แอพฯปลอม! ระบาด แนะคนใช้สมาร์ทโฟนอัพเดท-พึ่งแอนตี้ไวรัส


เทรนด์ ไมโคร เผยภัยคุกคามบนมือถือเติบโตน่ากังวล วายร้ายไซเบอร์อาศัยระบบเปิดพุ่งเป้าโจมตีแอนดรอยด์ โดย 3 อันดับมัลแวร์ที่พบสูงสุด คือ โปรแกรมปลอม ตัวขโมยข้อมูล และแอดแวร์...

ในยุคเริ่มต้นคอมพิวเตอร์ บรรดาเซียนคอมจัดแจงแสดงฝีมือด้านเทคโนโลยีด้วยการสร้างโปรแกรมไวรัส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อก่อกวนผู้ใช้รายอื่น แม้จะไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการขโมย ทั้งข้อมูล การทำธุรกรรมหรือเงินอย่างเช่นมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์มุ่งหวังอย่างในปัจจุบัน แต่ก็ดูเหมือนเป็นการจุดประกายให้ผู้ไม่ปรารถนาดีได้พบช่องทางหลอกลวงทรัพย์สินและผลประโยชน์ต่างๆ จากผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งในยุคปัจจุบันที่ "สมาร์ทโฟน" เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างแพร่หลาย ทั้งยังมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งแม้จะเป็นการเปิดช่องทางเข้าถึงข้อมูลและใช้งานด้านต่างๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ร้ายอาศัยช่องทางดังกล่าวเข้าใกล้ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นด้วย



เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เทรนด์ ไมโคร อินคอร์ปอเรท บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์ ได้เปิดเผยรายงานล่าสุด ซึ่งพบว่าสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ กำลังประสบปัญหาจากการโจมตีของอาชญากรไซเบอร์และยังมีจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันองค์กรหลายแห่งยังเปิดเผยด้วยว่า การนำอุปกรณ์ส่วนตัวเข้ามาใช้ในที่ทำงานถือเป็นภัยคุกคามด้านไอทีที่เป็นอันตรายอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์และโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจเป็นช่องทางในการเปิดเผยข้อมูลอันมีค่าของผู้ใช้และขององค์กรให้กับบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตหากขาดความระมัดระวังในการใช้งาน

ทั้งนี้ จากรายงานวิจัยข้อมูลของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น (ไอดีซี) ระบุว่า ภายในปีนี้ยอดจำหน่ายทั้งหมดของโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลกมีจำนวนเกือบ 1.8 พันล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มียอดจำหน่าย 1.7 พันล้านเครื่อง และคาดว่าภายในสิ้นปี 2559 ยอดจำหน่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 พันล้านเครื่อง โดยไอดีซียังคาดการณ์ด้วยว่าระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จะยังคงเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทโฟนที่มียอดจำหน่ายสูงสุดตลอดระยะเวลา 5 ปีของการคาดการณ์ และระบบปฏิบัติการนี้จะครองส่วนแบ่งตลาดในปีนี้สูงสุดด้วย



ด้านนายสุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล ที่ปรึกษาด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากอุปกรณ์แอนดรอยด์มีการใช้งานแพร่หลาย ทำให้ตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์อย่างไม่ต้องสงสัย สาเหตุที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์กลายเป็นเป้าโจมตีที่ได้รับความนิยมนั้น เนื่องจากโปรแกรมมีลักษณะเปิดกว้างสำหรับทุกฝ่าย สามารถแจกจ่ายได้อย่างอิสระ ซึ่งบริษัทคาดว่าการโจมตีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จะยังคงเกิดขึ้นตลอดทั้งปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังตรวจพบจำนวนมัลแวร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า โดยมีมัลแวร์แอนดรอยด์จำนวน 2 สายพันธุ์ที่รู้จักในวงกว้าง คือ RuFraud9 และ DroidDreamLight10 ได้ทำให้ผู้ใช้นับล้านรายต้องสูญเสียข้อมูล เวลา และเงินทองไปไม่น้อยเลย

สำหรับอันดับมัลแวร์ที่ตรวจพบมากที่สุด ได้แก่ 1.โปรแกรมปลอม (Fake App) มีจำนวนคิดเป็นสัดส่วนสูงสุด 30% 2.ตัวขโมยข้อมูล (Data Stealer) 21% 3.แอดแวร์ (Adware) 18% 4.ตัวลวงการให้บริการพรีเมียม (Premium Service Abuser) 14% 5.รูทเทอร์/แรท (Rooter/RAT) 13% และ 6.ตัวดาวน์โหลดที่เป็นอันตราย (Malicious Downloader) อยู่ที่ 4%

แม้ว่าภัยคุกคามโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนใหญ่จะมาในรูปของโปรแกรมที่เป็นอันตราย แต่เทรนด์ ไมโคร คาดการณ์ว่าอาชญากรไซเบอร์จะยังคงพุ่งเป้าโจมตีไปที่โปรแกรมทั่วไป เช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่หรือข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมของนักพัฒนาต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การขโมยหรือเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้ได้ในที่สุด อย่างไรก็ตามเทรนด์ ไมโครได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า มีนักพัฒนาโปรแกรมเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ได้ดำเนินการจัดการช่องโหว่ในโปรแกรมของตนและปรับแก้สิ่งที่ผิดพลาดให้สมบูรณ์ก่อนที่จะเผยแพร่โปรแกรม

โดยทั่วไปภัยคุกคามระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมาในรูปของโทรจันหรือหนอนอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาศัยผู้ใช้เป็นตัวกลางในการแพร่กระจาย ขณะที่ภัยคุกคามโทรศัพท์เคลื่อนที่บางอย่างจะเกี่ยวข้องกับสปายแวร์ที่สามารถบันทึกหมายเลขโทรออกและการสนทนาได้ ซึ่งถือเป็นการล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งยังสามารถขโมยข้อมูลประจำตัว และทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรได้อีกด้วย นอกจากนี้ภัยคุกคามโทรศัพท์เคลื่อนที่บางอย่างยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบลูทูธได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการดำเนินการจากผู้ใช้



สำหรับแนวทางในการป้องกันภัยคุกคามระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น ที่ปรึกษาด้านเทคนิค ของเทรนด์ ไมโคร ให้คำแนะนำว่า หมั่นปรับปรุงระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทโฟนและโปรแกรมแก้ไข (แพชต์) ช่องโหว่สำหรับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เปิดใช้งานการป้องกันไวรัสในสมาร์ทโฟนอยู่เสมอ นำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรักษาความปลอดภัยสำหรับพีซีไปใช้กับอุปกรณ์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคุณ ขอความช่วยเหลือจากฝ่ายไอทีในกรณีที่เครื่องใช้งานหลักของคุณทำงานช้าลงหลังจากที่ได้ซิงค์ข้อมูลกับสมาร์ทโฟนของคุณแล้ว หรือเลือกใช้โซลูชั่นป้องกันไวรัสสำหรับอุปกรณ์และโทรศัพท์เคลื่อนที่

ระวังมัลแวร์แฝงตัวใน"แอป" ล้วงข้อมูลผ่าน"สมาร์ทโฟน"




นายสุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร ประจำภูมิภาคอินโดจีนกล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทในประเทศไทยอนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ไอทีเข้ามาใช้ในบริษัทมากขึ้น หรือ BYOD (Bring Your Own Device) นอกจากโน้ตบุ๊กยังมีการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเลตเพิ่มเติมด้วย เช่น เช็กอีเมล์ และสร้างงานเอกสารทำให้แต่ละองค์กรไม่ใส่ใจข้อมูลบนเครื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อการสูญหายของข้อมูล และการโจรกรรมเพื่อนำข้อมูลลับภายในบริษัทไปเผยแพร่โดยการนำเครื่องมาใช้ภายในองค์กรเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา คิดเป็นกว่า 79% ของพนักงาน ซึ่งแผนกไอทีไม่สามารถควบคุมการใช้งานเหล่านี้ได้ เพราะกว่า 35% ของผู้ใช้อุปกรณ์ปฏิเสธให้องค์กรเข้ามาควบคุมเครื่องของตน และอ้างว่านำเครื่องส่วนตัวมาใช้คุ้นเคยกว่า เมื่อองค์กรนำแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ลงในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลตจะทำให้เครื่องเหล่านั้นมีประสิทธิภาพลดลง และเทรนด์นี้ไม่ใช่เกิดในเมืองไทยเท่านั้น รวมถึงทั่วโลกด้วย หากมองแค่ในเอเชีย-แปซิฟิก และในยุโรปบางประเทศ มีการนำเครื่องส่วนตัวมาใช้งานถึง 85% เกินกว่าครึ่งคิดว่าการนำมาใช้ถูกต้อง ส่วนใหญ่เป็นโน้ตบุ๊ก เมื่อรวมสมาร์ทโฟนกับแท็บเลตจะมีมากกว่าครึ่ง ไม่ลงระบบรักษาความปลอดภัย 63% แต่ยังดีที่เป็นอุปกรณ์ที่บริษัทมอบให้พนักงานใช้กว่า 69% ทำให้ควบคุมการใช้ได้ระดับหนึ่ง



"ความเสี่ยงขององค์กรจะเพิ่มขึ้น จากช่องโหว่ทางระบบ ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสูญหายของข้อมูลกว่า 59% และข้อมูลส่วนตัว 41% ส่วนใหญ่มาจากการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเลตที่ไม่มีการป้องกันมากพอ โดยเฉพาะในแอนดรอยด์เป็นระบบเปิดทำให้แอปต่าง ๆ ที่โหลดมาเสี่ยงสูงที่จะสร้างปัญหาให้เครื่องผ่านมัลแวร์ต่าง ๆ ถ้าไปปลดล็อกยิ่งทำให้การควบคุมยากขึ้นไปอีก"

บริษัทได้สำรวจจำนวนแอปพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์พบว่า มีมัลแวร์แฝงกว่า 3,000 ตัว ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ คาดว่าสิ้นปีจะพุ่งไปถึง 129,900 ตัว หากไม่ดูแลจริงจังเมื่อนำแอนดรอยด์มาใช้มัลแวร์ที่แฝงอยู่จะรู้ว่าเครื่องอยู่ไหนส่งโฆษณาหลอกลวงมาให้ผู้ใช้ได้ถูกต้อง มีการ root เครื่องได้ด้วยตนเองเพื่อสร้างช่องโหว่ ทำการสมัครบริการที่มีค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ, นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ประโยชน์, โหลดแอปเพิ่มเพื่อโจมตีต่อเนื่อง และส่งลิงก์สร้างความรำคาญให้ทุกคนในคอนแทกต์

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้นทำให้บริษัทซีเคียวริตี้ต่าง ๆ หันมาเล่นตลาดโมบายซีเคียวริตี้มากขึ้น โดยปีที่ผ่านมาบริษัทวิจัยไอดีซีสำรวจพบว่ามีเงินหมุนเวียนในตลาดโลก 682 ล้านเหรียญ แต่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 1,020 ล้านเหรียญ มีแนวโน้มโตเฉลี่ย 300 ล้านเหรียญต่อปี เพราะทุกองค์กรหันมาระวังเรื่องนี้จริงจัง ส่วนในประเทศไทยหากมองแค่เทรนด์ไมโครมีลูกค้าติดตั้งระบบป้องกันทางโมบายแล้ว เป็นกลุ่มธนาคารทั้งคู่ เน้นเจาะองค์กรที่มีอุปกรณ์เหล่านี้ 1,000 เครื่องขึ้นไป มีกลุ่มธุรกิจสนใจคือ โรงงาน และภาครัฐ

ล่าสุดเปิดตัว Trend Micro Mobile Security 8.0 ระบบป้องกันเวอร์ชั่นใหม่ พร้อมฟังก์ชั่นตรวจสอบการใช้งานของโทรศัพท์มือถือแต่ละเครื่องว่ามีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นใดบ้าง พร้อมควบคุมการใช้งาน เช่น กล้อง และอีเมล์ได้มากขึ้น รวมถึงระบุการลบข้อมูลกรณีเครื่องสูญหายเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานหายไป พร้อมสร้างศูนย์รวมแอปพลิเคชั่นและสกรีนแอปที่มีมัลแวร์ใช้ควบคุมได้ทั้ง iOS และแอนดรอยด์

"ระบบป้องกันเวอร์ชั่นใหม่คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเรื่อง BYOD เป็นหลัก ส่วนในประเทศไทยบริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือ 1 ล้านบาทจากตัวนี้อย่างเดียว และปีหน้ารายได้โตก้าวกระโดดแน่จาก BYOD และคลาวด์ที่องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้จริงจัง ทำให้การเข้าถึงข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลตเพิ่มขึ้นเช่นกัน"



ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

10 เหตุผลช่วยสมาร์ทโฟนซัมซุง"ขายดี"



       นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ซัมซุงสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนในช่วงเมษายน-มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมาได้ถึง 50.5 ล้านเครื่อง มากกว่าแอปเปิลที่จำหน่ายไอโฟนได้ 26 ล้านเครื่องราว 1 เท่าตัว คำถามที่หลายคนข้องใจคืออะไรที่ทำให้ซัมซุงซึ่งเป็นแบรนด์เอเชียผมดำสามารถเอาชนะผู้ผลิตจากฝั่งตะวันตกทั้งโนเกียและแอปเปิลไปได้ เรื่องนี้สำนัก eweek.com วิเคราะห์ 10 เหตุผลที่ช่วยให้ซัมซุงสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้ดีเทน้ำเทท่าได้อย่างน่าสนใจ
     
       ก่อนไปติดตาม 10 เหตุผลที่ทำให้ซัมซุงสามารถจำหน่ายสมาร์ทโฟนได้ถึง 380 เครื่องต่อนาที คุณควรรู้ว่าซัมซุงนั้นขึ้นแท่นบริษัทไอทีที่ทำรายได้สูงที่สุด (ในกลุ่มผู้ผลิตทีวีด้วย) โดยรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (เมษายน-มิถุนายน 2555) ว่าสามารถทำกำไรจากการดำเนินงาน 6.72 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เมื่อเทียบกับเวลาเดียวกับปีที่แล้ว คิดเป็นสัดส่วนเติบโต 15% จากสถิติสูงสุดที่ซัมซุงเคยทำได้ 5.85 ล้านล้านวอนในไตรมาสแรกของปีนี้
     
       ซัมซุงระบุว่ารายได้รวมของบริษัทคือ 47.6 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดยยอมรับว่าทำรายได้จากธุรกิจอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่มากที่สุด (สัดส่วน 63% ของรายได้ทั้งหมด) แต่ไม่เปิดเผยตัวเลขจำนวนโทรศัพท์ที่ขายได้
     
       อย่างไรก็ตาม ธุรกิจทีวีจอแบนของซัมซุงกลับคงที่เพราะภาวะราคาแอลซีดีตรึงตัวในตลาด โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรป ขณะเดียวกัน ตลาดเมมโมรี่ชิปในขณะนี้ก็อยู่ในช่วงราคาตกต่ำ ซึ่งไม่เพียงซัมซุง แต่ผู้ผลิตอย่างไฮนิกซ์ (Hynix) และโตชิบา (Toshiba) ต่างก็ประสบกับภาวะเดียวกัน

       ***10 ข้อเอื้อสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตซัมซุง"ติดตลาด"
     
       นักวิเคราะห์ในตลาดมองว่า ไม่ใช่เรื่องยากที่จะชำแหละความลับที่ทำให้ซัมซุงกลายเป็นแบรนด์ที่ต่อสู้กับแอปเปิลได้สูสีที่สุดในนาทีนี้ ก่อนหน้านี้ซัมซุงยังอยู่หางแถวในโลกโทรศัพท์มือถือช่วงที่โลกยังมีโนเกีย-โมโตโรลา-โซนี่อีริกสันเป็นจ่าฝูง แต่วันนี้แบรนด์ซัมซุงถูกมองว่าน่าเชื่อถือและมีคุณภาพไม่แพ้แบรนด์ตะวันตก ซึ่งความลับเหล่านี้สามารถประกอบกันแล้วทอแสงให้ซัมซุงโดดเด่นในตลาดได้อย่างน่าประทับใจ เหนือกว่าแบรนด์ยุโรปหรือญี่ปุ่นได้แบบไม่เห็นฝุ่นในแง่ยอดขาย
     
       1. ดีไซน์สำคัญ
     
       ซัมซุงนั้นฉลาดพอที่จะเข้าใจว่า หากต้องการประสบความสำเร็จในตลาดอุปกรณ์พกพาตั้งแต่แรก บริษัทจำเป็นต้องมีดีไซน์ที่ "match" หรือสอดคล้องกับแอปเปิล เรื่องนี้สามารถดูได้จาก Galaxy S3 สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของซัมซุงที่บางเฉียบและมาพร้อมกับหน้าจอใหญ่สะใจ ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เองที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าซัมซุงรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินเรื่องคุณภาพ และทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเดินตามหมากที่ซัมซุงวางไว้จนทำให้ยอดขายถล่มทลาย
     
       2. ความไม่ปลื้มแอปเปิล
     
       แม้ว่าแอปเปิลจะมีสาวกเหนียวแน่นทั่วโลก แต่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนหลายรายทุ่มเทกำลังมองหาทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ไอโฟนอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของซัมซุงจะทำให้บริษัทต้องตกเป็นผู้ต้องหาลอกเทคโนโลยีของแอปเปิล จนนำไปสู่การขึ้นศาลที่แพ้บ้างและชนะบ้างคละกันไป แต่ผู้บริโภคจำนวนมากก็ยังอุดหนุนผลิตภัณฑ์ทางเลือกอย่างไม่หยุดหย่อน และคดีความระหว่างซัมซุงกับแอปเปิลนั้นส่งผลดีต่อซัมซุง ที่ทำให้โลกได้เห็นว่าซัมซุงเตรียมการออกแบบด้วยตัวเอง และแอปเปิลไม่มีสิทธิใช้ข้ออ้างเรื่องลอกเลียนแบบในการขับสินค้าของซัมซุงออกจากตลาด
     
       3. หน้าจอใหญ่ยักษ์
     
       แอปเปิลนั้นจำกัดไอโฟนและไอแพดให้อยู่กับขนาดเดิมๆมานาน นั่นคือ 3.5 นิ้วและ 9.7 นิ้ว และเมื่อผลิตภัณฑ์เปิดตัว ซัมซุงก็พยายามเกทับด้วยการออกผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าจอใหญ่กว่า สังเกตได้จาก Galaxy Tab ที่มาพร้อมหน้าจอ 10.1 นิ้ว และสมาร์ทโฟน Galaxy S3 รุ่นล่าสุดที่มีหน้าจอ 4.8 นิ้ว โดนใจทั้งกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและผู้ใช้ในองค์กรธุรกิจ
     
       4. มองที่คุณค่า
     
       แม้ผลิตภัณฑ์ของซัมซุงจะไม่ได้ราคาถูกที่สุดในตลาด แต่ซัมซุงก็สามารถสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงในผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ เช่น สมาร์ทโฟนราคาไม่ถึง 6,500 บาท ที่ลูกค้าก็สามารถเป็นเจ้าของสินค้าที่ "match" หรือสามารถสัมผัสหน้าจอได้ในความรู้สึกใกล้เคียงกับไอโฟน แถมซัมซุงยังทำให้ผู้ใช้เห็นว่า ขอเพียงเพิ่มราคาอีกนิด ก็จะสามารถเป็นเจ้าของสินค้าคุณภาพสูงขึ้นได้ แน่นอนว่ากลยุทธ์นี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับแอปเปิล ซึ่งหากซัมซุงไม่ได้มองถึงข้อนี้ ความสำเร็จของซัมซุงก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้น
     



5. เปิดแบรนด์ใหม่
     
       หลังจากเห็นความสำเร็จของแอปเปิล ซัมซุงรู้ดีว่าหากต้องการเดินตามความสำเร็จนี้ บริษัทจะต้องมีแบรนด์เฉพาะสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของตัวเอง ชื่อ “Galaxy” จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายของอุปกรณ์คุณภาพเยี่ยม แน่นอนว่าวิธีนี้ได้ผล และหลายคนมองว่าแบรนด์ Galaxy นั้นอุดมด้วยสินค้าคุณภาพ
     
       6. ชื่อดีอนาคตไกล
     
       กรณีของซัมซุงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ดีว่าบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือสามารถสร้างคุณค่าให้แบรนด์ได้มากขึ้น ที่ผ่านมาซัมซุงรุกหนักในการสร้างชื่อบนอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ทีวี และสินค้าสำหรับผู้บริโภคอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคเริ่มเชื่อใจในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของซัมซุงมากขึ้น
     
       7. กูเกิลช่วย
     
       กูเกิลนั้นเป็นผู้สนับสนุนซัมซุงมาหลายปีเพราะซัมซุงคือผู้ผลิตที่ส่งอุปกรณ์ระบบแอนดรอยด์รุ่นท็อปสู่ตลาด อย่างเช่น Galaxy Nexus เป็นต้น รวมถึง Galaxy S3 ที่เป็นหนึ่งในตัวเลือกสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นเด็ดที่สุดในตลาด การสนับสนุนทั้งหมดถูกกล่าวขานว่าซัมซุงและกูเกิลได้แต่งงานและเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว

       8. โอเปอเรเตอร์ก็ช่วยเหลือด้วย
     
       หากผู้ให้บริการหรือโอเปอเรเตอร์จะมีความกังวลเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง นั่นคือการให้อำนาจแอปเปิลมากเกินไป เหตุผลคือเพราะยิ่งแอปเปิลมีอำนาจมากขึ้นเท่าใด โอเปอเรเตอร์ก็จะมีอำนาจเหลือน้อยลงเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง โอเปอเรเตอร์เหล่านี้จึงพร้อมใจโปรโมทคู่แข่งของแอปเปิล ซึ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายรายทั่วโลกพร้อมใจเทแรงโปรโมทให้ซัมซุงจนเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโต
     
       9. สำเร็จครั้งเดียวกินได้ยาว
     
       โชคดีที่ซัมซุงสามารถประสบความสำเร็จตั้งแต่การเปิดตัวสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในครั้งแรก ความสำเร็จนั้นมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ซัมซุงสามารถเติบโตต่อเนื่องในเวลาต่อมา ความจริงก็คือว่าผู้บริโภคบางส่วนมีนิสัยผูกติดแบรนด์ หากลองได้ชอบสินค้าจากบริษัทใด โอกาสที่พวกเขาจะซื้อสินค้าชิ้นต่อไปจากบริษัทนั้นย่อมมีสูง ซึ่งข้อนี้เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ซัมซุงประสบความสำเร็จได้เหมือนที่แอปเปิลทำได้
     
       10. เพราะไม่มีใครแล้ว?
     
       คำถามคือถ้าไม่ใช่ซัมซุง แล้วมีใครเหลือในตลาดอีกหรือไม่ เพราะเมื่อมองไปรอบตลาดสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ หลายคนพบว่ายากที่จะมองหาสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่มีคุณภาพชั้นเลิศ จริงอยู่ว่า HTC นั้นอาจจะถูกมองว่าอยู่หัวแถว แต่นอกจากรุ่น HTC One X แล้ว รุ่นอื่นๆก็ดูเหมือนจะไร้รัศมีในการต่อสู้กับไอโฟน ขณะที่มุมของแท็บเล็ต Nexus 7 นั้นสามารถขึ้นแท่นแท็บเล็ตที่น่าลองมากที่สุดในตลาดแอนดรอยด์ขณะนี้ ซึ่งนอกเหนือจากนี้ จะพบว่ายากมากในการมองหาผลิตภัณฑ์ที่จะ "match" กับโพสิชันนิ่งสายผลิตภัณฑ์อุปกรณ์พกพาของซัมซุง


ขอบคุณที่มา
http://www.manager.co.th/

---------------------------------------------------



ซัมซุง (Samsung) ชื่อซัมซุงในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า "สามดาว"

ปัจจุบันธุรกิจของซัมซุง แบ่งออกเป็น 4 หน่วยใหญ่ ๆ คือ เครื่องใช้ในบ้าน เครื่องใช้สำนัก โทรศัพท์มือถือ และส่วนประกอบหลัก ๆ ที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ดิจิตอลที่เป็นนวัตกรรมล่าสุดของโลกในศตวรรษ 21 มีฐานการผลิต 25 แห่ง,บริษัทสาขาตลาด 36 แห่ง, สำนักงานย่อย 23 แห่ง ที่ประจำอยู่ใน 46 ประเทศทั่วโลก และกระจายอยู่ทั้ง 7 ทวีป คือ อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง จีน CIS และละตินอเมริกา



ลี เบียงชอล (Lee Byung-chul) หรือ โฮอัม เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทซัมซุงบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้ ลี เบียงชอล เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2453 ในจังหวัดอึย-เรียง มนฑลคยองซังนัม
โดยในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 เขาได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ด้วยวัย 78 ปี



  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

IOC วอนแฟนโอลิมปิก London 2012ใน อังกฤษลดใช้งาน Social Media


วอนแฟนโอลิมปิก “อย่าทวีต” กันรายงานผลทางทีวีไม่ได้



แฟนกีฬาผู้ร่วมชมมหกรรมกีฬาแห่งโลก London Olympics ถูกขอความร่วมมือเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมาให้หลีกเลี่ยงการส่งข้อความและทวีต (tweet) บนบริการทวิตเตอร์ “ที่ไม่สำคัญ” ระหว่างการแข่งขัน เพราะก่อนหน้านี้เกิดเหตุข้อมูลล้นเครือข่ายจนทำให้การถ่ายทอดทางโทรทัศน์มีปัญหา
     
       คำขอนี้เกิดขึ้นหลังผู้จัดพบปัญหาในการแข่งขันจักรยานชายเมื่อวันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในเกมดังกล่าวนักพากย์ไม่สามารถรายงานความเป็นไปในสนามแก่ผู้ชมทางโทรทัศน์ได้ เพราะระบบดาวเทียมสำหรับระบุตำแหน่งหรือ GPS satellite navigation system ซึ่งถูกติดตั้งไว้ที่จักรยานของนักกีฬาไม่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้เนื่องจากแฟนกีฬาพร้อมใจทวีตข้อความรายงานการแข่งขันอย่างมหาศาล ท่ามกลางผู้ชมทีวีที่ระบายความโกรธบนทวิตเตอร์เช่นกันว่าไม่สามารถรับข้อมูลการแข่งขันได้
     
       ทั้งหมดนี้ โฆษกคณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติออกแถลงการณ์ว่า ปัญหาเครือข่ายล่มนี้เกิดขึ้นเพราะมีข้อความจำนวนมากที่ถูกส่งข้อมูลในระบบจากแฟนกีฬาหลายแสนคนในเวลาเดียวกัน ซึ่งทุกคนยืนเชียร์ทีมอังกฤษจากริมถนนที่ใช้ในการแข่งขัน
     
       อย่างไรก็ตาม โฆษกโอลิมปิกระบุว่าจะไม่ออกกฎห้ามแฟนกีฬา เพียงแต่ต้องการขอความร่วมมือหากข้อความที่ต้องการส่งไม่ใช่เรื่องแร่งด่วน
     
       นอกจากการแข่งขันจักรยาน การแข่งขันที่ต้องใช้ถนนในกรุงลอนดอนเป็นสนามแข่งคือการแข่งขันกีฬามาราธอนหญิง-ชาย และไตรกีฬา ซึ่งคณะกรรมการระบุว่าต้องป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
     
       การขอความร่วมมือแฟนกีฬาที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการยกให้มหกรรมโอลิมปิก London 2012 เป็นกีฬาที่จะมีการส่งต่อผลการแข่งขันบนเครือข่ายสังคมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยโอลิมปิกครั้งนี้ได้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “social media Games” ซึ่งแฟนกีฬาจะได้รับข้อมูลการแข่งขันบนเครือข่ายไอทีมากที่สุดทั้งด้านความเคลื่อนไหวของเกม และข้อมูลนักกีฬา
     
       ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนผู้ใช้เครือข่ายสังคม และอุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ตพกพาที่มีจำนวนมากกว่าโอลิมปิกทุกครั้งที่ผ่านมา การสำรวจพบว่าปี 2012 ปริมาณผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะมีจำนวนถึง 106.7 ล้านคน เทียบกับปี 2008 ที่มีจำนวนผู้ใช้เพียง 18.9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 456% เมื่อเทียบกับโอลิมปิกครั้งก่อน ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในปี 2012 นั้นพุ่งกระฉูดเป็น 901 ล้านคน จากเดิมที่มีเพียง 90 ล้านคนในปี 2008 คิดเป็นสัดส่วนเติบโต 901%


ขอบคุณที่มา
http://www.manager.co.th

-------------------------------------------------------------
ผู้จัดโอลิมปิกบอก ลดการใช้สมาร์ทโฟนในงานหน่อยถ้าไม่จำเป็น

บรรดาแฟนๆ งานโอลิมปิก 2012 ในลอนดอนคงต้องลดความถี่ในการทวีตลงหน่อยซะแล้ว เพราะว่าข้อมูลที่ถูกส่งขึ้นอินเทอร์เน็ตคับคั่งจนกระทั่งส่งผลกับการติดตามนักแข่งซะแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในการแข่งจักรยาน ผู้บรรยายทางโทรทัศน์ไม่สามารถบอกผู้ชมได้เลยว่าผู้นำในการแข่งขัน ห่างจากอันดับสองเท่าใหร่ เพราะข้อมูลที่เครื่อง GPS พยายามจะส่งกลับมายังผู้จัดงานกลับไม่สามารถส่งได้ เนื่องจากข้อมูลที่คับคั่งในย่านการแข่งขันนั่นเอง

แน่นอนว่าผู้ที่ชมการแข่งขันทางโทรทัศน์ย่อมไม่พอใจ เพราะไม่สามารถลุ้นได้เลยว่าตอนนี้ใครได้เปรียบใครอยู่แค่ไหน

ฝ่ายผู้จัดงานของ IOC (International Olympic Committee) บอกว่าปัญหาข้อมูลบนเครือข่ายหนาแน่นเกินเหตุ มาจากการที่แฟนๆ ชาวอังกฤษพยายามที่จะออกไปเชียร์ชาติตนเองกับตา ซึ่งเมื่อเห็นก็ไม่พลาดที่จะทวีต หรืออัพโหลดรูปนั่นเอง

"แน่นอนว่าถ้าคุณจะส่งอะไรออกไป เราคงไม่พูดว่า "ไม่นะ อย่าทำอย่างนั้น" และเราคงไม่พยายามขัดขวางใครเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเป็นไปได้ กรุณาใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ท หรือโทรศัพท์ในเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้น"

สำหรับงาน London 2012 นี้ถือว่าเป็นงานที่ Social Media มีบทบาทอย่างแท้จริง แต่นั่นก็ทำให้เครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์ต้องแบกรับภาระหนักด้วยเช่นกัน ซึ่งช่อง BBC เองก็ได้เปิดให้แฟนๆ ของงาน London 2012 สามารถดูรายการได้บนสมาร์ทโฟนของตัวเอง

บรรดาผู้ให้บริการโทรศัพท์ และเครือข่ายต่างก็บอกว่าพยายามที่จะทำให้สามารถรองรับการใช้งานที่มากกว่าปกติแบบนี้ได้

ที่มา - Reuters

ขอบคุณที่มาhttp://www.i3.in.th

  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

29/7/55

จักษุแพทย์ห่วงเด็กไทยเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome)


เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า มีความเป็นห่วงสุขภาพเด็กไทยในโลกยุคดิจิตอลและมีอินเทอร์ว่าเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน สามารถเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้จากทุกมุมโลก พฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ หรือแท็บเล็ต เป็นเวลานานของเด็กในปัจจุบัน นอกจากจะส่งผลกระทบต่อร่างกาย คือกล้ามเนื้อหลัง ไหล่ คอตึง ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดศีรษะแล้ว ยังส่งปัญหาด้านสังคม ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ พฤติกรรมของเด็กที่จะไม่มีใครสบตากับใคร เพราะต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว จะหยิบโทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตขึ้นมานั่งเล่นโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ขาดการสื่อสารกับคนในครอบครัวและคนรอบข้าง รวมถึงความก้าวร้าว หุนหันพลันแล่น รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการเล่นเกมส์เพราะต้องการเอาชนะให้ได้

ประการสำคัญ การใช้โลกส่วนตัวอยู่บนหน้าจอต่างๆ จะทำให้มีผลกระทบต่อสายตาโดยตรง เรียกว่า โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) และมีผลต่อทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยเด็กจะมีปัญหาสายตาสั้นเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากใช้ไม่ถูกวิธี เด็กมักจะก้มดูหน้าจอใกล้มากระยะห่างประมาณครึ่งฟุต โดยเฉพาะหากเป็นโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากจอมีขนาดเล็กมาก จึงต้องมองในระยะใกล้ๆ เพื่อให้เห็นตัวหนังสือหรือภาพชัดเจนขึ้น ต้องใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและประสาทตาในลักษณะเพ่งจอตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการดวงตาตึงเครียด ตาล้า ตาช้ำ ตาแดง แสบตา มองภาพได้ไม่ชัดเจน และมักจะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้รับการปรึกษาจากผู้ปกครองอยู่บ่อยๆ ข้อมูลล่าสุดนี้พบว่าเด็กอายุ 10-15 ปี เป็นกลุ่มที่มีปัญหาสายตาสั้นมากที่สุด

“ในประเทศที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากๆ เด็กจะมีสายตาสั้นในอัตราที่เพิ่มขึ้น จากการใช้แท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์มาก การปรับระดับ ระยะห่างของจอภาพไม่เหมาะสมกับสายตา หรือวางเมาส์ไม่ได้ระดับกับแขน ความสว่างของแสงไฟ การนั่งเล่นเป็นระยะเวลานาน และมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 เกิดปัญหาในการเรียน มองไม่เห็นกระดานเรียนหน้าชั้นตามมา ส่งผลต่อการทำงานบางอาชีพที่ต้องใช้สายตาในอนาคต เช่นนักบิน ตำรวจ ทหาร” นายแพทย์ฐานปนวงศ์กล่าว

นายแพทย์ฐาปนวงศ์กล่าวต่อไปว่า ในการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตอย่างถูกวิธี มีข้อแนะนำดังนี้ กรณีที่เป็นผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาหรือมีสายตาผิดปกติอยู่แล้ว ควรเล่นไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ไม่ควรเล่นในห้องมืดๆ ควรปรับความสว่างให้มีความพอดีเท่ากับความสว่างของห้อง แสงไฟไม่ควรส่องจากด้านหลังเข้าหาจอ ปรับความคมชัดของจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับ 70-80 เฮิร์ตซ์หรือสูงสุดเท่าที่ยังรู้สึกว่าสบายตา การเลือกตัวหนังสือควรใช้ตัวหนังสือสีดำบนพื้นสีขาวเพื่อให้เห็นชัดเจน ไม่แนะนำให้ใช้พื้นสีเข้ม ตัวหนังสือสีขาวหรือสีอ่อน เพราะจะทำให้ต้องใช้สายตาเพ่งตัวหนังสือมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว บางคนต้องหรี่ตา เพื่อลดแสงเข้าตา หากเป็นจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ควรใช้แผ่นกรองแสงและดูแลทำความสะอาดหน้าจอไม่ให้มีฝุ่นเกาะติดเพื่อให้มองเห็นชัดเจน และควรนั่งเล่นในท่าที่ถูกต้องคือเหมือนนั่งอ่านหนังสือ ให้ระยะห่างของสายตากับแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือควรอยู่ห่างกันประมาณ 1-2 ฟุต

ทั้งนี้ ผลการสำรวจการใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ในครัวเรือน ของสำนักงานสถิติ แห่งชาติล่าสุดในพ.ศ.2554 ในกลุ่ม ประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวน 62.4 ล้านคน โดยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งหมด 41.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 66.4 ของประชากร รองลงมาคือใช้คอมพิวเตอร์ 19.9 ล้านคน และใช้อินเตอร์เน็ต 14.8 ล้านคน เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปีมีสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตสูงกว่ากลุ่มอื่นร้อยละ 51.9 รองลงมาคืออายุ 6-14 ปี ใช้ร้อยละ 38.3 กลุ่มอายุ 25-34 ปี ใช้ร้อยละ 26.6 กลุ่มอายุ 35-49 ปี ใช้ร้อยละ 14.3 และกลุ่มอายุ 50 ปีใช้น้อยสุดร้อยละ 5.5



----------------
     "โรคซีวีเอส" หรือ"คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (computer vision syndrome) 


       "โรคซีวีเอส" หรือ"คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (computer vision syndrome)  คือ อาการของคนที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่น เกินสองถึงสามชั่วโมง มักจะมีอาการปวดตา แสบตา ตามัว และบ่อยครั้งที่จะมีอาการ ปวดหัวร่วมด้วย อาการทางสายตาเหล่านี้เกิดจากการจ้องดูข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ติดต่อ กันเป็นเวลานานเกินไป อาการเหล่านี้พบได้ถึงร้อยละ 75 ของบุคคลที่ใช้คอมพิวเตอร์

          สาเหตุการเกิดโรค เนื่องจากว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยกระพริบตา ปกติแล้วเราทุกคน จะต้องกระพริบตาอยู่เสมอ เป็นการเกลี่ยน้ำตาให้คลุมผิวตาให้ทั่วๆ โดยมีอัตราการ กระพริบ 20 ครั้งต่อนาที หากเราอ่านหนังสือหรือนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบ จะลดลง โดยเฉพาะการจ้องคอมพิวเตอร์การกระพริบตาจะลดลงกว่าร้อยละ 60 ทำให้ ผิวตาแห้ง ก่อให้เกิดอาการแสบตา ตาแห้ง รู้สึกฝืดๆ ในตา

1. แสงจ้า และแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ตาเมื่อยล้า ทั้งแสงจ้าและแสงสะท้อน มายังจอภาพ อาจเกิดจากแสงสว่างไม่พอเหมาะ มีไฟส่องเข้าหน้าหรือหลังจอภาพโดยตรง หรือแม้แต่แสงสว่างจากหน้าต่างปะทะหน้าจอภาพโดยตรง ก่อให้เกิดแสงจ้าและ แสงสะท้อนเข้าตาผู้ใช้ ทำให้เมื่อยล้าตาง่าย

2. ระยะทำงานที่ห่างจากจอภาพให้เหมาะสม ควรจัดจอภาพให้อยู่ในระยะพอเหมาะที่ตา มองสบายๆ ไม่ต้องเพ่ง โดยเฉลี่ยระยะจากตาถึงจอภาพควรเป็น 0.45 ถึง 0.50 เมตร ตาอยู่สูงกว่าจอภาพโดยเฉพาะผู้ที่ใช้แว่นสายตาที่มองทั้งระยะใกล้และไกล จะต้องตั้ง จอภาพให้ต่ำกว่าระดับตา เพื่อจะได้มองตรงกับเลนส์แว่นตาที่ใช้มองใกล้

3. รายงานการศึกษาวิจัยเมื่อปี2004 พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคซีวีเอสคือ มุมของระดับสายตา กับจอคอมพิวเตอร์ อาการต่างๆ จะหายไปเมื่อมุม ดังกล่าวมากกว่า 14 องศา ส่วนปัจจัยอื่นๆ จากการวิจัยพบว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ





อาการของ"โรคซีวีเอส" หรือ"คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" มีอะไรบ้าง?
          ตาเมื่อยล้า, ตาแห้ง, แสบตา, ตาสู้แสงไม่ได้, ตาพร่ามัว, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยบ่า ไหล่ คอ หรือปวดหลัง



เราจะมีวิธีป้องกัน หรือแก้ไขอาการเล่านี้หรือไม่?
          สำหรับการแก้ไขขั้นต้น ควรเริ่มจากการปฏิบัติตัวเองเสียใหม่ เช่น อย่าให้กล้ามเนื้อตาล้าเกินไป ด้วยการอย่านั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ให้พักสายตาทุก 15 นาที ด้วยการมองออกไปไกลๆ จะทำให้ดวงตาไม่เกิดอาการล้า พร้อมปรับแสงหน้าจอ คอมพิวเตอร์ให้แสงพอเหมาะ อย่าขยี้ตา หากรู้สึกอ่อนล้าให้นวดคลึงเบาๆ และควรบริหาร ดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ด้วยการกลอกตาไปรอบๆ เป็นวงกลม สัก 5-6 รอบ ใช้นิ้วนางทั้ง 2 นิ้วแตะที่หัวตาแต่ละข้าง คลึงเบาๆ แบบกดจุดนาน 1-2 วินาที



ขอบคุณที่มา
http://www.matichon.co


  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

26/7/55

แอปเปิลเผย ไตรมาส 3 ได้กำไร 8.8 พันล้านดอลลาร์ฯ น้อยกว่าคาด


แอปเปิล เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2012 ปรากฏได้กำไรสุทธิ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้สูงกว่าปีก่อน แต่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ว่า บริษัท แอปเปิล ผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ประจำปีงบประมาณ 2012 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 มิ.ย.ปรากฏว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.8 แสนล้านบาท) สูงกว่าช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน 21 เปอร์เซ็นต์ แต่น้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

ไตรมาสที่ผ่านมา แอปเปิลมีรายได้ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 28.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ยอดขายเครื่องเล่นเพลง ไอพอด ลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคอมพิวเตอร์แมคอินทอช เพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มียอดขายไอโฟนรุ่นต่างๆ อยู่ที่ 26 ล้านเครื่อง เพิ่มจากปีก่อน 28 เปอร์เซ็นต์ แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ อย่างไรก็ดี แอปเปิลสามารถขายไอแพดในไตรมาสที่ผ่านมาได้ถึง 17 ล้านเครื่อง เพิ่มจากเดิมถึง 84 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ นิกวิเคราะห์รวมถึงแอปเปิลคาดการณ์รายได้ในไตรมาสที่ผ่านมาไว้ที่ 3.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่แอปเปิลประเมินรายได้ในไตรมาสที่ 4 ไว้เพียง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนบางส่วนไม่พอใจ




ขอบคุณที่มา
http://www.thairath.co.th
ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

ออฟคอม เผยผลวิจัยระบุว่า ชาวอังกฤษที่ใช้โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน นิยมส่งข้อความหากันมากกว่าใช้การโทรออกเหมือนเมื่อก่อน...


ออฟคอม เผยผลวิจัยระบุว่า ชาวอังกฤษที่ใช้โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน นิยมส่งข้อความหากันมากกว่าใช้การโทรออกเหมือนเมื่อก่อน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ว่า 'ออฟคอม' (Ofcom) หน่วยงานอิสระกำกับดูแลกิจการสื่อสารโทรคมนาคมและสื่อแห่งสหราชอาณาจักร เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นใหม่ระบุว่า ในปัจจุบัน ชาวอังกฤษที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่และสมาร์ทโฟนร้อยละ 58 นิยมใช้การส่งข้อความหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในการติดต่อสื่อสาร ขณะที่ร้อยละ 47 ยังคงใช้การโทรหาบุคคลที่ต้องการคุยด้วยตามปกติ

ออฟคอม ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีอัตราผู้ใช้การส่งข้อความในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน แทนการโทรออก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดมากในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 16-24 ปี ซึ่งนิยมใช้อุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อย่างเช่นสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต โดยจากการวิจัยพบว่า กว่าร้อยละ 96 คนกลุ่มนี้จะใช้การส่งข้อความในการติดต่อสื่อสาร เฉลี่ย 90 นาทีต่อสัปดาห์ และส่งข้อความประมาณ 50 ข้อความต่อสัปดาห์

การวิจัยนี้ยังบ่งชี้ว่า อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อของของคนเราไปโดยไม่รู้ตัว โดยกว่าร้อยละ 31 ถ่ายรูปสินค้าที่ตัวเองซื้อหรือจะซื้อ เปรียบเทียบราคาสินค้าผ่านทางออนไลน์ (ร้อยละ 25) สแกนบาร์โค้ดของสินค้าเพื่อให้รับทราบข้อมูลของสินค้ามากขึ้น (ร้อยละ 21) อ่านบทวิจารณ์สินค้านั้นๆ บนอินเทอร์เน็ต (ร้อยละ 19) รวมถึงค้นคว้าสรรพคุณของสินค้าผ่านเว็บไซต์ด้วย



ขอบคุณที่มา
http://www.thairath.co.th

  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

รอง ผบช.น.แจงคนถีบ จยย.ไม่ใช่ตำรวจ




รอง ผบช.น.ชี้แจงผู้ที่ก่อเหตุใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของประชาชนตามคลิปวิดีโอไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เป็นชาวบ้านที่ไม่พอใจรถจักรยานยนต์ที่มักส่งเสียงดัง พร้อมกับนำตัวผู้ก่อเหตุมาแถลงข่าว

พลตำรวจตรีวรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วยตำรวจจราจร สน.วัดพระยาไกร ชี้แจงกรณีคลิปวิดีโอ "วิธีจับมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวก" ที่ปรากฏภาพการตั้งด่านตรวจจราจรของตำรวจ สน.วัดพระยาไกร และมีผู้กระโดดถีบรถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้ขับขี่และหญิงที่นั่งซ้อนท้ายมาได้รับบาดเจ็บ โดยยืนยันว่าผู้ที่ก่อเหตุไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร พร้อมกับนำตัวนายหมัดอาลี ฮีมหมั่นงาน อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุมาแสดงตัว

โดยพลตำรวจตรีวรศักดิ์กล่าวว่าการตั้งด่านดังกล่าวเป็นนโยบายของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่สั่งการให้ตำรวจจราจร ร่วมกับตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปรามตั้งจุดตรวจตามตรอกซอกซอยที่เสี่ยงต่ออาชญากรรม ตามโครงการส่งคนกลับบ้าน ซึ่งที่เกิดเหตุ คือ ซอยกรรณิกาซึ่งเป็นทางลัดระหว่างถนนพระราม 3 และซอยประดู่ มีเหตุอาชญากรรมบ่อยครั้ง โดยที่เกิดเหตุเป็นทางโค้งหักศอก และ อยู่ห่างจากด่านจราจรประมาณ 20 เมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจในด่านจึงไม่เห็นว่านายหมัดอาลี ที่มายืนดักถีบรถจักรยานยนต์ที่ขับผ่านไป-มา ซึ่งหลังเกิดเหตุตำรวจได้เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และได้ตักเตือน โดยไม่ได้เปรียบเทียบปรับแต่อย่างใด

 ด้าน นายหมัดอาลี ผู้ก่อเหตุ กล่าวว่าตนเองไม่ใช่อาสาสมัคร แต่อาศัยอยู่ในละแวกซอยดังกล่าว รู้สึกไม่พอใจรถจักรยานยนต์ที่มักส่งเสียงดัง และขับขี่ด้วยความเร็วสูง ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานออกไปซื้อของ เมื่อเห็นตำรวจตั้งด่านตรวจ จึงได้ไปยืนอยู่ในจุดซึ่งเป็นทางโค้งที่ตำรวจมองไม่เห็น จนกระทั่งมีรถจักรยานยนต์ขับผ่านมา จึงได้ใช้เท้าถีบ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีกับนายหมัดอาลี ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และนำตัวส่งศาลแขวงไปแล้วก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการจัดฉากหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ ซึ่งตนเองยินดีรับฟัง และแก้ไขทุกเรื่อง โดยจะไม่มีการตรวจสอบ หรือดำเนินคดีกับคนที่ถ่ายคลิป และนำมาโพสท์ในอินเทอร์เน็ตและทำให้ประชาชนเข้าใจผิดแต่อย่างใด


ขอบคุณที่มา
http://www.thaitv3.com
---------------------------------------------------
ข้อความจากแฟนเพจ Fbพล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร







จากคลิป "วิธีจับมอไซต์ไม่ใส่หมวก " ทาง สน.วัดพระยาไกร ได้รายงานผลการตรวจสอบดำเนินการ โดยได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีกับ นาย หมัดอาลี ฮีมหมั่นงาน อายุ 35 ปีผู้ก่อเหตุถีบรถในคลิป ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และขณะนี้ได้นำตัวส่งฟ้องต่อศาลแขวงอาญาใต้เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันนี้(26ก.ค.55) แล้ว และจะนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาชี้แจงที่ บช.น.เวลา 13.00 น.ครับ

---------------------------------------------------------------------

ขอบคุณที่มา

----------------------------------------------------------------------

ขอบคุณที่มา


-------------------------------------------------------------------------------------

เว็บไซต์สนุกดอทคอมรายงานว่า ในโลกออนไลน์ ก็กำลังมีการพูดถึงคลิป"วิธีจับมอไซค์ไม่ใส่หมวก" ซึ่งถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบ โดยคุณSODASPICY KORS เผยให้เห็นภาพถนนในซอยกรรณิการ์ ย่านพระราม 3 ได้มีมอเตอร์ไซค์ 2 คัน ขับหลบหนีชายซึ่งคาดว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ มอเตอร์ไซค์คันแรกหนีไปได้ แต่คันที่สองซึ่งมีหญิงสาวนั่งซ้อนท้ายถูกชายคนดังกล่าวถีบจนล้มลง จากนั้นได้มีตำรวจในเครื่องแบบเดินเข้ามา



โดย คุณ SODASPICY ซึ่งเป็นเจ้าของคลิป ตั้งคำถามว่าหากเป็นการตรวจยาบ้าทำไมถึงต้องออกใบสั่ง ขณะที่ตนเองขับรถยนต์มา เมื่อบอกตำรวจว่ามีกล้องถ่ายอยู่นะ ตำรวจก็รีบไล่ให้ผ่านไปเฉยๆ โดยไม่มีการตรวจค้นแต่อย่างใด

ซึ่งมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคลิปดังกล่าวมากมาย ทั้งในเชิงตำหนิและตั้งข้อสังเกตทั้งของตำรวจและผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์

ขอบคุณที่มา







ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

25/7/55

มือโพสต์ใบสั่งว่อนเน็ตออกมาขอโทษตำรวจ รับรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นอุทาหรณ์ก่อนโพสต์ข้อความ



รอง ผบช.น. "พล.ต.ต.วรศักดิ์" อธิบายทำความเข้าใจ หนุ่ม วัย 23 ปี มือโพส "ภาพใบสั่ง"

นายกรวิทย์ พึ่งสุพรรณ อายุ 23 ปี นักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่ง เดินทางมาพร้อมผู้ปกครองเพื่อรับฟังการอบรม จาก พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานด้านการจราจร หลังจากที่ได้โพสภาพ "ใบสั่ง" บนเฟสบุ๊คส่วนตัว พร้อมระบุว่าเป็น "ใบสั่งฉบับจริงและปลอม" ซึ่งได้เปรียบเทียบว่า ใบสั่งมีความแตกต่างกันคือ หากใบสั่งที่ออกจากทางราชการจะต้องมีตราประทับด้วยหมึกสีแดง ส่วนใบสั่งปลอมจะไม่มีตรายางประทับ และหลังจากการโพสภาพดังกล่าวทำให้มีการแชร์ภาพต่อเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเสียหาย จึงได้เชิญเข้ามาชี้แจงและว่ากล่าวตักเตือน

พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า ได้อบรมพร้อมอธิบายทำความเข้าใจให้เจ้าตัว และผู้ปกครองทราบถึงข้อเท็จจริง พร้อมสั่งให้ขอโทษใน เฟสบุ๊ค ของตนเองและ เฟสบุ๊ค เพื่อเป็นการขอโทษตำรวจจราจรที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำใบสั่งปลอม พร้อมฝากว่าหากมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับงานด้านจราจรให้สอบถามตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสถานีตำรวจนั้นๆ ก่อนและเชื่อว่าไม่มีตำรวจสัญญาบัตรคนใดทำใบสั่งปลอมแน่นอน เนื่องจากการปลอมเอกสารทางราชการมีโทษจำคุกถึง 20 ปี

นายกรวิทย์ กล่าวว่า ได้กระทำการลงไปด้วยความโมโหและรู้เท่าไม่ถึงการเพียงต้องการแชร์ภาพให้เพื่อนดูเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาว่าจะสร้างความเสียหายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่คาดคิดว่าจะเป็นข่าวใหญ่โตขนาดนี้ หลังจากเกิดเหตุการดังกล่าวแล้วรู้สึกสำนึกผิด และอยากฝากไปถึงทุกคน ก่อนที่จะทำสิ่งใดให้คิดให้รอบคอยก่อน



ขอบคุณที่มา@trafficradiofm91
สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.FM 91


--------------------------------------------------------------------




นายกรวิทย์ พึ่งสุวรรณ อายุ 23 ปีเดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบช.น.) และนำหลักฐานใบสั่งจำนวน 2 ใบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรออกให้กับผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจรของ สน.พลับพลาไชย 1 ข้อหาจอดรถในที่ห้ามจอดแปะไว้หน้ากระจกรถยนต์ของตนเองทะเบียน ถย-4190 กทม.ที่ถูกล็อคล้อ และใบสั่งของ สน.ศาลาแดง ความผิดข้อหาฝ่าฝืนสัญญานไฟจราจร (ผ่าไฟแดง) โดยมีการยึดใบขับขี่และระบุชื่อผู้ขับรถทะเบียน ถย.4190 กทม.ไว้อย่างชัดเจนในใบสั่ง

หลังนายกรวิทย์ได้ถ่ายรูปเปรียบเทียบใบสั่งทั้งสองใบแล้วนำไปโพสต์ผ่านเว็ปไซด์ระบุว่า ใบสั่งด้านขวาซึ่งเป็นใบสั่งของ สน. พลับพลาไชย 1 นั้นเป็นใบสั่งปลอม ส่วนใบสั่งด้านซ้ายในภาพที่ปรากฎในเว็ปไซด์ของ สน.ศาลาแดง เป็นใบสั่งจริง เนื่องจากมีการประทับตรายางราชการไว้อย่างชัดเจน ขณะที่ใบสั่งของสน.พลับพลาไชย 1 ไม่มีการประทับตรา และเป็นลายมือเขียนของเจ้าหน้าที่

หลังข่าวดังกล่าวสะพัดออกไป พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานด้านจราจร ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นใบสั่งจริงทั้ง 2 ใบ เพียงแต่วิธีการบันทึกข้อมูลลงในใบสั่งต่างกัน ระหว่างการเขียนด้วยปากกา กับการปั๊มข้อความ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ สน.แต่ละแห่งจะเลือกใช้วิธีใด และการนำใบสั่งซึ่งเป็นเอกสารของทางราชการไปโพสต์ลักษณะนี้ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ

วันนี้ได้เชิญตัวนายกรวิทย์ ผู้ที่โพสต์ข้อความดังกล่าวในเว็ปไซด์มาชี้แจงและทำความเข้าใจกันพร้อมสอบถามเหตุผลว่า เหตุที่นำใบสั่งไปโพสต์ลงในเว็ปไซด์นั้นเพราะเหตุใด และต้องการให้นายกรวิทย์ขอโทษตำรวจในสิ่งที่ทำลงไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวยืนยันว่า ใบสั่งทั้ง 2 ใบเป็นของจริง ส่วนที่มีการใช้ตรายางประทับและระบุค่าปรับนั้นถือเป็นความสะดวกของแต่ละพื้นที่ เพราะบางพื้นที่มีการใช้ใบสั่งมาก จึงต้องใช้การประทับด้วยตรายาง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงาน ส่วนอัตราค่าปรับก็สามารถระบุได้ เพราะเป็นข้อกำหนดสำหรับเปรียบเทียบปรับกับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร และสำหรับบุคคลที่เสียค่าปรับผ่านไปรษณีย์ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะไม่เสี่ยงปลอมแปลงใบสั่งอย่างแน่นอน เพราะมีโทษทางอาญา จำคุกถึง 20 ปี แต่หากประชาชนท่านใดสงสัยก็สามารถตรวจสอบได้

นายกรวิทย์ กล่าวยอมรับผิดแต่โดยดี พร้อมยอมรับว่าสาเหตุที่ทำลงไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากเห็นว่า ใบสั่งสองใบนี้มีความแตกต่างกันเพราะใบหนึ่งมีการปั๊มตรายางเครื่องหมายราชการอย่างถูกต้อง ส่วนอีกใบไม่มีตราราชการแต่อย่างใด และบอกด้วยว่าไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาก่อน เป็นเพราะความเข้าใจผิดของตนเอง เมื่อเห็นว่าเป็นข่าวจึงนำเรื่องไปปรึกษาพ่อแม่และพากันมาพบรองผบช.น.ในวันนี้

"เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับตัวผมเอง อยากฝากเตือนทุกๆคนว่า ก่อนจะโพสต์อะไรลงในเว็ปไซด์ต่างๆให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่างก่อน อย่าผลีผลามทำอะไรแบบผมเองจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน " นายกรวิทย์กล่าวในตอนท้ายและกล่าวขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำให้เสื่อมเสีย




ขอบคุณที่มา www.posttoday.com

ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

23/7/55

กสทช.ยกเลิกประกาศขอบเขตการดำเนินการการจ้างที่ปรึกษาดำเนินการประมูล 3จี เหตุแผนเลยกำหนดประมูล 3จี...



! สำนักงานกสทช.ประกาศยกเลิกเงื่อนไขการจ้างที่ปรึกษาประมูล3จี พร้อมประกาศเงื่อนไขใหม่ในวันเดียวกัน เผยเรื่องนี้ไม่กระทบการจัดประมูล3จีในเดือนต.ค.นี้




วันนี้ (23 ก.ค.) นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้ประกาศยกเลิกเงื่อนไข (ทีโออาร์) การจ้างที่ปรึกษาดำเนินการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ไอเอ็มที ย่าน 2.1กิกะเฮิร์ตซ เพื่อให้บริการ 3จี แล้ว เนื่องจากพบว่าสำนักงาน กสทช.เขียนแผนการดำเนินงานไม่ชัดเจน ส่งผลให้บริษัทที่ปรึกษาซึ่งเข้าร่วมการเสนอราคาในการเป็นที่ปรึกษา ได้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคารวมมาในซองเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาข้อเสนอซึ่งจะต้องผูกพันด้านเทคนิคกับด้านราคาไปพร้อมกัน รวมทั้งได้กำหนดแผนการจัดประมูล 3จีในเดือนที่แตกต่างกัน ดังนั้นในวันเดียวกันหลังยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว ทางสำนักงาน กสทช.ได้จัดส่งเงื่อนไขใหม่ที่ชัดเจนให้กับบริษัทที่จะเข้าร่วมประมูล เพื่อให้วางแผนการจัดประมูลมาให้ใหม่


นายฐากร กล่าวว่า ในเงื่อนไขใหม่ระบุชัดเจนให้แต่ละบริษัททำแผนการจัดประมูล 3จีมาเสนอ โดยกสทช.จะจัดให้มีการประมูล 3จีในกลางเดือน ต.ค.นี้ โดยสำนักงานกสทช.ได้ให้บริษัทที่ปรึกษาส่งรายละเอียดแผนงานการจัดประมูลมาให้ภายในวันที่ 27-28 ก.ค.นี้ จากนั้นทางสำนักงานกสทช.จะคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสมก่อนเปิดราคาที่เสนอมา โดยสำนักงานกสทช.ได้กำหนดวงเงินในการจ้างที่ปรึกษาการประมูล 3จีไว้ที่ 16 ล้านบาท


“การยกเลิกเงื่อนไขการจ้างที่ปรึกษาครั้งนี้ไม่กระทบต่อการจัดประมูล 3จีที่จะเกิดขึ้นในกลางเดือนต.ค.นี้ เพราะหลังจากยกเลิกเงื่อนไขแล้ว ในวันเดียวกันทางสำนักงานได้จัดส่งเงื่อนไขใหม่ไปให้กับบริษัทที่ปรึกษาเพื่อนำเสนอแผนงานทันที เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รอไม่ได้เพราะกสทช.ได้กำหนดแผนที่จะจัดประมูลใบอนุญาต 3จีไว้แล้ว” นายฐากร กล่าว


สำหรับบริษัทที่ปรึกษาการประมูลใบอนุญาต 3จี ประกอบด้วย บริษัท เพาเวอร์ ออกชั่น บริษัท เนร่า และบริษัท ออคชั่น เทคโนโลยี
ขอบคุณที่มาhttp://www.dailynews.co.th/technology/137478

----------------------------------------------------------

กสทช.ยกเลิกประกาศขอบเขตการดำเนินการการจ้างที่ปรึกษาดำเนินการประมูล 3จี เหตุแผนเลยกำหนดประมูล 3จี...

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า ขณะนี้ กสทช. ให้ความเห็นชอบร่างประกาศฯ เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2555 ซึ่งได้ปรับปรุงประกาศฯ เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ.2554 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งประธาน กสทช. ได้ลงนามในร่างประกาศดังกล่าว และคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในวันนี้ รวมทั้งส่งประกาศฯ เรื่อง  หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

เลขาธิการ กสทช. กล่าวต่อว่า กสทช.ได้ยกเลิกประกาศขอบเขตการดำเนินการการจ้างที่ปรึกษาดำเนินการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือ 3จี ว่าอาจจะเป็นการดำเนินการโดยมีเงื่อนงำที่ไม่ชอบนั้น สำนักงาน กสทช.ชี้แจงว่า การเสนอราคาเรื่องนี้ในหลักการที่ถูกต้องแล้ว การเสนอราคาจะต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคาแยกออกจากกัน เพื่อที่จะได้พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอให้ถูกต้องก่อน จึงจะพิจารณาด้านราคาต่อไป แต่ปรากฏว่าผู้เข้าเสนอได้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านราคารวมมาในซองเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาข้อเสนอซึ่งจะต้องผูกพันด้านเทคนิคกับด้านราคาไปพร้อมกัน ประกอบกับ กสทช. มีนโยบายและแผนการดำเนินการเปิดประมูล 3จี ให้เปิดการประมูลให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค.2555 แต่ผู้เสนอได้ให้ดำเนินการเปิดประมูล 3จี ภายหลังเดือน ต.ค.2555 นอกจากนี้ผู้เสนอทุกรายก็สามารถเข้าเสนอราคาได้อย่างทัดเทียมกัน และได้แจ้งให้ผู้เสนอทุกรายทราบแล้ว

นายฐากร กล่าวอีกว่า ในเงื่อนไขใหม่ระบุชัดเจนให้แต่ละบริษัททำแผนการจัดประมูล 3จีมาเสนอ โดย กสทช.จะจัดให้มีการประมูล 3จีในกลางเดือน ต.ค.นี้ สำนักงาน กสทช.ได้ให้บริษัทที่ปรึกษาส่งรายละเอียดแผนงานการจัดประมูลมาให้ภายในวันที่ 27-28 ก.ค.นี้ จากนั้นทางสำนักงาน กสทช. จะคัดเลือกบริษัทที่เหมาะสมก่อนเปิดราคาที่เสนอมา โดยกำหนดวงเงินในการจ้างที่ปรึกษาการประมูล 3จี ไว้ที่ 16 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่ปรึกษาการประมูลใบอนุญาต 3จี ประกอบด้วย 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เพาเวอร์ ออกชั่น บริษัท เนร่า และบริษัท ออคชั่น เทคโนโลยี.
ขอบคุณที่มา
http://www.thairath.co.th/content/tech/278248

--------------------------------------------------------------


















3 ค่ายมือถือแบ่งเค้กลงตัว ประมูลคลื่น 3จีเท่ากัน คนละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ครบ 9 สล็อต "เอไอเอส" ยอมถอยขอคลื่นเท่ารายอื่น


วานนี้ (20 ก.ค.55) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นต่อร่างประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (ไอเอ็มที) ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ พ.ศ...และร่างประกาศ เรื่องแผนความถี่วิทยุกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่านความถี่วิทยุ 1920-1980/2110-2170 เมกะเฮิรตซ์ และย่าน 2010-2025 เมกะเฮิรตซ์

โดยมีนักวิชาการ นักกฎหมาย ประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด เข้าร่วม

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารเอไอเอส เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำหนังสือส่งข้อเสนอแนะและความเห็นไปยัง กสทช. 3 ประเภทหลัก คือ การตีความกฎหมาย การใช้ความถี่ที่เกี่ยวเนื่อง และการให้บริการ โดยเอไอเอสเห็นว่าการได้คลื่นความถี่จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ ถือว่าเพียงพอต่อการให้บริการ 3จีแล้ว เพราะในอนาคตจะมีคลื่นความถี่ใหม่เข้ามาเปิดประมูลอีก

"หากเอไอเอสได้คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมก หรือ 3 สล็อต ก็น่าจะเพียงพอต่อการให้บริการ แต่หลายคนอาจมองว่ามีการฮั้วกันของทั้ง 3 ค่าย ได้คลื่นเท่ากันที่ 15 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นเรื่องที่คนมองได้ แต่อยากให้ดูว่าทุกวันนี้ เอไอเอสให้บริการลูกค้ามากกว่า 33 ล้านราย ด้วยคลื่นความถี่ 2 จีในย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 17.5 เมก ก็สามารถทำได้ ในอนาคตจะมีการจัดสรรคลื่นใหม่ทั้ง 1800 หรือ 2300 ด้วย"

นายนฤพล รัตนสมาหาร ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ ดีแทค กล่าวว่า บริษัทได้เสนอกรอบความเห็น 3 ประการ คือ 1.สร้างความสมดุล ผู้รับประโยชน์ คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้ได้รับบริการและคุณภาพที่ดี 2.ผู้ประกอบการควรได้ผลกำไรพอสมควรจากการลงทุน และ 3.ไม่อยากให้กฎเกณฑ์เป็นภาระเหนี่ยวรั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยดีแทคจะเข้าประมูล 3จี จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์เช่นกัน เพื่อสร้างความเท่าเทียมในอุตสาหกรรม

นายนพปฎล เดชอุดม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารด้านการเงิน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ราคาเริ่มต้นการประมูลไลเซ่น 3จี ที่ 4,500 ล้านบาท ต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ หากต้องการคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 3 สล็อต ต้องจ่ายเงิน 13,500 ล้านบาท เป็นราคาที่สูงเกินไป ราคาเดิมที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำหนดไว้ที่ 12,800 ล้านบาทเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าราคาปัจจุบันถึง 5.4%

ทั้งนี้ กสทช.ไม่ควรกำหนดราคาเริ่มต้นการประมูล เพราะการตั้งราคาเริ่มต้น จะไปกำหนดให้ใบอนุญาตมีราคาสูงเกินไป ส่งผลให้ไม่มีนักลงทุนรายอื่นเข้าร่วมประมูล นอกจากผู้ประกอบการรายเดิม จึงไม่เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ส่วนเงื่อนไขการชำระเงินที่กำหนดให้หลังจากการประมูลเสร็จงวดแรกต้องชำระเงิน 50% ของใบอนุญาต ภายใน 45 วัน ถือเป็นอุปสรรคลงทุนและการขยายโครงข่าย


ขอบคุณที่มาhttp://www.bangkokbiznews.com/

***********************************************************



ขอบคุณที่มา

  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

กสทช.เห็นชอบเกณฑ์ข้อห้ามครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวฉบับปรับปรุง บังคับใช้ 24 ก.ค.


กสทช.เห็นชอบเกณฑ์ข้อห้ามครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวฉบับปรับปรุง


กสทช.เผยเห็นชอบการกำหนดข้อห้ามครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวฉบับปรับปรุง-เตรียมประกาศใช้หลักเกณฑ์เผยแพร่กิจการโทรทัศน์
วันที่ 23 ก.ค.55 นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.ได้ให้ความเห็นชอบเรื่อง “การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2555” ซึ่งได้ปรับปรุงจากประกาศเดิมปี 2554 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในวันนี้






ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๕


  มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕  ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๕  มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว


ทั้งนี้ ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ บัญชีข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ที่มีอยู่  ๘  ประการดังนี้



(๑) การครอบงำกิจการผ่านการให้คนต่างด้าว ตัวแทน หรือตัวแทนเชิดเข้ามาถือหุ้นไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงประกาศฉบับนี้



(๒) การครอบงำกิจการผ่านการถือหุ้นโดยคนต่างด้าวเอง หรือถือผ่านผู้แทนหรือตัวแทนของคนต่างด้าว โดยหุ้นดังกล่าวมีสิทธิพิเศษในการออกเสียงลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้นเกินกว่าสัดส่วน จำนวนหุ้นที่ถือไว้จริง หรือเป็นหุ้นที่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าหุ้นที่ถือโดยผู้มีสัญชาติไทย



(๓) การครอบงำกิจการผ่านการที่คนต่างด้าวมีอำนาจควบคุมหรือมีอิทธิพลไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ การดำเนินงาน หรือการแต่งตั้งกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับสูง หมายถึง ประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หัวหน้าผู้บริหารด้านจัดซื้อ หัวหน้าผู้บริหารด้านการเงิน หรือบุคคลอื่นใดซึ่งมีอำนาจควบคุมหรืออิทธิพลต่อการบริหารกิจการหรือประกอบกิจการโทรคมนาคมในกิจการของผู้ขอรับใบอนุญาต หรือผู้รับใบอนุญาต



(๔) การครอบงำกิจการผ่านการมีนิติสัมพันธ์กับแหล่งที่มาของเงินลงทุนและเงินกู้จากคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลในเครือ อาทิ การค้ำประกันเงินกู้ การให้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาด การประกันความเสี่ยงทางธุรกิจ หรือการให้สินเชื่อ ทั้งนี้ ในลักษณะที่มีการเลือกปฏิบัติ



(๕) การครอบงำกิจการผ่านการทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา สัญญาแฟรนส์ไชส์ (Franchise) หรือสัญญาที่ให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวกับคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลในเครือ และสัญญาดังกล่าว มีผลเป็นการถ่ายโอนค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่คนต่างด้าว



(๖) การครอบงำกิจการผ่านการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างหรือสัญญาจ้างบริหารกับคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลในเครือ หรือลูกจ้าง หรือพนักงานของคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลในเครือ และสัญญาดังกล่าวมีผลเป็นการถ่ายโอนค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่คนต่างด้าว



(๗) การครอบงำกิจการผ่านการร่วมประกอบกิจการกับคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลในเครือโดยมีการจัดสรรหรือแบ่งต้นทุนในการประกอบกิจการในลักษณะที่มีผลเป็นการถ่ายโอนค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่คนต่างด้าว



(๘) การครอบงำกิจการผ่านการทำธุรกรรมในลักษณะโอนราคา (Transfer pricing) หรือสมยอมด้านราคากับคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลในเครือ

เปิดดูประกาศที่นี่ 





ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

19/7/55

หนุ่มแฮกเงินธนาคารไทยพาณิชย์ ศาลพิพากษาจำคุก 39 ปีแต่ปรานีโทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี...



ศาลพิพากษาจำคุก 39 ปี 234 เดือน ปรับ 17,550 บาท หนุ่มแฮกเงินธนาคารไทยพาณิชย์ 39 ครั้ง นำเล่นเกมออนไลน์-ซื้อมือถือรวมกว่า 1 แสนบาท แต่ปรานีโทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี...

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ค. 2555 ที่ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3713/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ ฟ้องนายเอกพันธ์ กุมมาน้อย อายุ 24 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานเข้าถึงโดยมิชอบ ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่26 พ.ค. 2554 ถึงวันที่ 8 ก.ค. 2554 จำเลยสุ่มรหัสผ่านของผู้เสียหายที่ 2-15 เพื่อเข้าถึงยังข้อมูลรายชื่อประจำตัวผู้เสียหายที่ 2-15 อันเป็นรหัสผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้เสียหายที่ 1 ออกให้โดยมิชอบและโดยทุจริต เมื่อจำเลยเข้าไปทำรายการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายที่ 2-15 ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตของธนาคารไทยพาณิชย์ กระทำผิดรวม 39 ครั้ง ได้เงินไปจำนวน 103,050 บาท เหตุเกิดที่แขวงและเขตจตุจักร และแขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 334, 335, พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9 ให้จำเลยคืนเงิน 103,050 บาท ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นนักเล่นเกมส์ออนไลน์ เข้ารหัสจากการสุ่มตัวเลขเรียงง่ายๆ หรือเลขตอง เมื่อรหัสตรงกับผู้เสียหายรายใด จะถอนเงินออกจากบัญชีไปเล่นเกมส์ออนไลน์ และชำระค่าโทรศัพท์มือถือ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ชื่อประจำตัวและรหัสผ่านเป็นของผู้เสียหายที่ 2-15 ถูกลักเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปจากระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่าเป็นการกระทำที่มุ่งต่อประโยชน์ส่วนตน เป็นภัยต่อสังคม แต่จำเลยได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 103,050 บาทแล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยกระทำผิด หรือรับโทษทางอาญามาก่อน ทั้งมีบิดา มารดาต้องดูแล เห็นสมควรให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี

พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นบทลงโทษหนักสุด จำคุก 39 กระทง กระทงละ 3 ปี ปรับกระทงละ 900 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 39 ปี 234 เดือน ปรับ 17,550 บาท แต่ให้จำคุกสูงสุดเป็นเวลา 20 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี โดยให้รายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 8 ครั้ง และให้บำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง.




ขอบคุณที่มา
http://www.thairath.co.th/content/region/277230
-----------------------------------------------------

       หนุ่มขาเกมออนไลน์สุ่มรหัสลูกค้าแบงก์ไทยพาณิชย์ถูก 14 ราย ถอนเงินไปได้กว่าแสนบาท ถูกศาลอาญาพิพากษาโทษจำคุก 39 ปี พร้่อมสั่งจ่ายเงินคืนให้ธนาคาร แต่ยังเมตตา จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ให้รอลงอาญา 3 ปี และคุมความประพฤติ 2 ปี
     
       ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลอาญา วันนี้ (19 ก.ค.) ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.3713/2554 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายเอกพันธ์ กุมมาน้อย อายุ 24 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
     
       โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 54 ถึงวันที่ 8 ก.ค. 2554 จำเลยสุ่มรหัสผ่านของผู้เสียหายที่ 2-15 เพื่อเข้าถึงยังข้อมูลรายชื่อประจำตัวผู้เสียหายที่ 2-15 อันเป็นรหัสผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้เสียหายที่ 1 ออกให้ โดยมิชอบและโดยทุจริต เมื่อจำเลยเข้าไปทำรายการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายที่ 2-15 ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตของธนาคารไทยพาณิชย์ กระทำผิดรวม 39 ครั้งได้เงินไปจำนวน 103,050 บาท เหตุเกิดที่แขวงและเขตจตุจักร และแขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 334, 335, พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 5, 7, 9 ให้จำเลยคืนเงิน 103,050 บาทให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นนักเล่นเกมออนไลน์ เข้ารหัสจากการสุ่มตัวเลข เมื่อรหัสตรงกับผู้เสียหายก็จะถอนเงินออกจากบัญชี ไปเล่นเกมออนไลน์ และชำระค่าโทรศัพท์มือถือ
     
       ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ชื่อประจำตัวและรหัสผ่านเป็นของผู้เสียหายที่ 2-15 จริง โดยจำเลยได้ลักเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปจากระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่าเป็นการกระทำที่มุ่งต่อประโยชน์ส่วนตน เป็นภัยต่อสังคม แต่จำเลยได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 103,050 บาท แล้ว ประกอบกับจำเลยไม่เคยกระทำผิดหรือรับโทษทางอาญามาก่อน ทั้งมีบิดา มารดาต้องดูแล เห็นสมควรให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี
     
       จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นบทลงโทษหนักสุด จำคุก 39 กระทงๆ ละ 3 ปี ปรับกระทงๆ ละ 900 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกรวม 39 ปี 234 เดือน ปรับ 17,550 บาท แต่ให้จำคุกสูงสุดเป็นเวลา 20 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี ให้คุมประพฤติเป็นเวลา 2 ปี โดยให้รายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 8 ครั้ง และให้บำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง




ขอบคุณที่มาhttp://manager.co.th




ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

ยูทูปเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เบลอใบหน้า บนวีดีโอของคุณ



ยูทูปเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เบลอใบหน้า บนวีดีโอของคุณ


ถ้าหากคุณต้องการโพสต์คลิปภาพของการประท้วง หรือคลิปวีดีโอที่ไม่ต้องการเปิดเผยใบหน้าของผู้อยู่ในคลิปนั้น ล่าสุดยูทูปได้เพิ่มฟีเจอร์เข้ามาใหม่ เป็นความสามารถในการเบลอใบหน้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสะดวกสบายมากขึ้นในการอัพโหลดคลิปขึ้นยูทูป

โดยกูเกิลได้ตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวที่บางครั้งก็มีความจำเป็นอยู่มาก จึงได้ตัดสินใจเปิดตัวคุณสมบัติใหม่ที่ดี เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้น หากต้องการโพสต์คลิปที่มีเนื้อหาบางส่วนไม่ต้องการเปิดเผยขึ้นบนยูทูป โดยการทำภาพเบลอที่ใบหน้าได้ง่ายๆเพียงคลิกเดียว โดย Amanda Conway ได้อธิบายถึงนโยบายความเป็นส่วนตัวของยูทูปไว้ว่า เวบไซต์ยูทูปได้กลายเป็นแหล่งสำคัญสำหรับข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าคุณต้องการที่จะแบ่งปันภาพของการประท้วงโดยไม่ต้องการเผยใบหน้าของผู้ร่วมขบวนการ หรืออยากจะแชร์ชัยชนะในเกมกีฬาเบสบอลกว่า 8 ปีของคุณโดยไม่ต้องการเปิดเผยใบหน้าเด็กให้โลกได้รับรู้ เทคโนโลยีเบลอใบหน้าของเรา จะเป็นขั้นแรกในการนำไปสู่การจัดการด้านการมองเห็นที่ไม่มีลักษณะเฉพาะสำหรับวีดีโอบนยูทูป ซึ่งนี่เป็นขั้นแรกที่ไม่เหมือนกับตัวควบคุมความเป็นส่วนตัวอื่นๆในโลก เพียงแค่คุณเข้าไปยังหน้าเพจ YouTube Video Enhancements ตรง Additional Features คุณจะเห็นบางอย่างที่พูดเกี่ยวกับ "Blur All Faces" ให้คลิกที่ปุ่ม "Apply" ด้านล่าง เท่านี้ก็จะเป็นการเปิดใช้งานคุณลักษณะดังกล่าว ซึ่งจะมีการตรวจจับใบหน้าและทำการเบลอให้โดยอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ยังจะสามารถเห็นผลลัพธ์ในขณะที่ดูตัวอย่างคลิปวีดีโอก่อนที่จะส่งเข้ายูทูปได้อีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ การเบลอใบหน้าจะกระทำทั้งหมด ไม่สามารถเลือกเบลอเฉพาะบุคคลได้ โดยยูทูปยอมรับ คุณสมบัติดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ดีนัก แต่ก็เป็นเครื่องหมายที่ดีในเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ โดยอาจจะยังพบปัญหาบ้างในการตรวจจับใบหน้าที่ขึ้นอยู่กับจำนวนของตัวแปร อย่างเช่น ไฟ, สิ่งกีดขวาง, มุม และคุณภาพของภาพที่นำมา เป็นต้น




  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

17/7/55

เทรนด์ไมโครเตือนระวังอาชญากรไซเบอร์ใช้ข้อความสแปมโอลิมปิก ลอนดอน 2012 เพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัวและขโมยเงิน


เทรนด์ไมโครเตือนระวังอาชญากรไซเบอร์ใช้ข้อความสแปมโอลิมปิก ลอนดอน 2012 เพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัวและขโมยเงิน

รายงานข่าวจากเทรนด์ ไมโคร แจ้งว่า รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัยเทรนด์แล็บส์ บริษัทเทรนด์ ไมโคร อิงค์ แจ้งเตือนอาชญากรไซเบอร์ ในช่วงมหกรรมโอลิมปิก ลอนดอน 2012 ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยตรวจพบว่าข้อความสแปมที่ใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์โอลิมปิก 2012 เป็นเหยื่อล่อ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ข้อความหนึ่งในนั้นจะเกี่ยวข้องกับอีเมล “การแจ้งผลรางวัล” (winning notification) ขณะที่อีกข้อความจะขอให้ผู้ใช้ระบุรายละเอียดส่วนตัวเพื่อแลกกับของรางวัล รวมถึงอีเมลขอให้ผู้ใช้ติดต่อกลับไปยังบุคคลที่ระบุชื่อไว้ในอีเมล ผู้ใช้ที่ตกหลุมพรางดังกล่าวอาจเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกขโมยหรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนติดมัลแวร์ได้ นอกจากนี้ สแปมบางอย่างยังอาจนำไปสู่การสูญเสียในรูปของตัวเงินได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดีการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งใหม่ อย่างสแปมที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้เป็นการใช้ประโยชน์จากโอลิมปิก ปักกิ่ง 2008 (Beijing Olympics 2008) และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ณ เมืองโตริโน (Torino Winter Games) การที่กลลวงเหล่านี้ยังคงมีอยู่ เนื่องมาจากอาชญากรไซเบอร์ยังคงทำเงินได้จากภัยคุกคามในลักษณะดังกล่าว

สำหรับการปกป้องผู้ใช้จากภัยคุกคามนี้ เทรนด์ ไมโคร ได้มีบริการสมาร์ท โพรเทคชั่น เน็ตเวิร์ก สำหรับตรวจสอบประวัติเว็บที่จะทำหน้าที่บล็อกข้อความสแปมในลักษณะดังกล่าว ไม่ให้เข้าถึงกล่องจดหมายของผู้ใช้ ขณะที่บริการตรวจสอบประวัติไฟล์จะช่วยตรวจหาและลบ มัลแวร์ที่เกี่ยวข้องออกไปให้ด้วย นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ได้ด้วยการตรวจสอบอีเมลด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ โดยอีเมลที่ไม่ปกติจะมีสัญญาณบ่งบอกบางอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่มีรูปแบบอีเมลไม่เป็นระเบียบหรือไม่ใช่แบบมืออาชีพ ข้อความที่ใช้เขียนผิดไวยากรณ์อย่างเห็นได้ชัด และอ้างถึงเงินรางวัลที่มีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ.



-----------------------------------------




เทรนด์ ไมโคร เตือนผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ระวังอาชญากรไซเบอร์ใช้ข้อความสแปมในช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ลอนดอน 2012 เพื่อล้วงข้อมูลส่วนตัวและขโมยเงิน จากการใส่ข้อมูลส่วนตัวเพื่อแลกกับรางวัล เช่น ตั๋ว หรือโปรโมชั่นลวงโลก...




รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัยเทรนด์แล็บส์ บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ เปิดเผยว่า อาชญากรไซเบอร์ได้ชื่อว่าเป็นนักฉวยโอกาสตัวยงที่มักจะใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่ในกระแส เช่น ในช่วงมหกรรมการแข่งขันกีฬาครั้งสำคัญ เช่น FIFA หรือโอลิมปิก และได้นำเหตุการณ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นแผนการเฉพาะของตนขึ้นมา แน่นอนว่ามหกรรมโอลิมปิก ลอนดอน 2012 ซึ่ง กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ข้อความสแปมที่ใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นกัน                                                    

ต่อไปนี้คือข้อความสแปมบางอย่างที่เราพบว่า ใช้เหตุการณ์โอลิมปิก 2012 เป็นเหยื่อล่อ โดยข้อความหนึ่งในนั้นจะเกี่ยวข้องกับอีเมล์ "การแจ้งผลรางวัล" (winning notification) ขณะที่อีกข้อความจะขอให้ผู้ใช้ระบุรายละเอียดส่วนตัวเพื่อแลกกับของรางวัล และอีกฉบับจะขอให้ผู้ใช้ติดต่อกลับไปยังบุคคลที่ระบุชื่อไว้ในอีเมล์ ผู้ใช้ที่ตกหลุมพรางดังกล่าวอาจเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกขโมยหรืออาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนติดมัลแวร์ได้ นอกจากนี้สแปมบางอย่างยังอาจนำไปสู่การสูญเสียในรูปของตัวเงินได้อีกด้วย

นางสาวเมดาลีน ซัลวาดอร์ วิศวกรด้านการวิจัยระบบป้องกันสแปม ศูนย์วิจัยเทรนด์แล็บส์ กล่าวว่า สแปมที่เกี่ยวข้องกับโอลิมปิกที่เราตรวจพบชนิดแรกคืออีเมล์ที่ขอให้ผู้ใช้ระบุข้อมูลส่วนตัว โดยผู้ใช้มักจะเต็มใจมอบรายละเอียดดังกล่าวให้เนื่องจากข้อความที่พวกเขาได้รับเป็นการแจ้งว่า พวกเขาได้รางวัลเป็นตั๋วฟรี และเพื่อรับสิทธิ์ในรางวัลดังกล่าว ผู้ใช้จะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ สถานภาพสมรส และอาชีพ นอกจากนี้ ข้อความดังกล่าวยังอาจจะล่อลวงหนักขึ้นด้วยการแจ้งเหยื่อว่าได้รับรางวัลใหญ่เป็นเงินสดอีกด้วย ผู้ล่อลวงที่อยู่เบื้องหลังสแปมดังกล่าวอาจใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้สำหรับแผนการร้ายในภายหลัง และยังอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปขายให้กับกลุ่มอาชญากรอื่นๆ ด้วย มัลแวร์ลวงในรูปการแจ้งผลรางวัล

นอกจากนี้ เรายังพบข้อความสแปมหลายอย่างเกี่ยวกับโอลิมปิก ลอนดอน 2012 ที่มาในรูปของไฟล์แนบที่ระบุว่าเป็น "การแจ้งผลรางวัล" (winning notifications) และมีรายละเอียดเกี่ยวกับรางวัลอยู่ในไฟล์ดังกล่าว ผู้ใช้ที่อยากรู้และดาวน์โหลด เปิดไฟล์แนบนั้น ก็จะเรียกใช้ไฟล์ปฏิบัติการที่เป็นอันตรายทันที สำหรับการทำงานของสแปมอื่นๆ เราพบข้อความที่มีไฟล์แนบที่จริงๆ แล้วเป็นโทรจัน (ตรวจพบว่าเป็น TROJ_ARTIEF.ZIGS) ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ RTF Stack Buffer Overflow Vulnerability (CVE-2010-3333) โดยเมื่อช่องโหว่สัมฤทธิ์ผล มัลแวร์จะทิ้ง BKDR_CYSXL.A ไว้ ทางประตูหลังของระบบ จากการวิเคราะห์ของเรา ประตูหลังดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับผู้ใช้ระยะไกลที่อาจเรียกใช้คำสั่งบนระบบที่ติดเชื้อ แต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลอย่างมากก็คือประตูหลังของระบบที่เปิดอยู่ จะเป็นการเปิดช่องให้เกิดภัยคุกคามอื่นๆ ตามมาด้วย ซึ่งอาจรวมถึงมัลแวร์ขโมยข้อมูลประจำตัวสำหรับการทำธุรกรรมธนาคารออนไลน์ (รหัสผ่าน ชื่อผู้ใช้ เป็นต้น)

สแปมชนิดที่สามอาจดูเหมือนว่าเป็นข้อความปกติในครั้งแรก แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว กลับพบว่าข้อความนั้นอาจอ้างว่ามาจากองค์กรที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น Visa และมีรายละเอียดที่ติดต่อของผู้ประสานงานหรือบุคคลติดต่อสำหรับโปรโมชั่นลวงนั้นๆ ในข้อความที่ได้รับจะมีการแนะนำให้ผู้รับติดต่อกลับไปยัง "ผู้ประสานงาน" ที่สมมติขึ้น ซึ่งมีชื่อระบุไว้ในข้อความ เมื่อผู้ใช้ตอบกลับที่อยู่ดังกล่าว พวกเขาก็จะได้รับการตอบกลับจากผู้หลอกลวงพร้อมด้วยคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการขอรับรางวัล และในท้ายที่สุดผู้ใช้ก็จะถูกขอให้ระบุข้อมูลส่วนตัว นอกจากนี้ผู้อยู่เบื้องหลังภัยคุกคามนี้อาจขอให้ผู้ใช้ระบุรายละเอียดบัญชี หรือโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารเฉพาะเพื่อแลกกับรางวัลที่พวกเขาจะได้รับก็ได้

ด้านนายโรเบิร์ต แมคอาร์เดล นักวิจัยอาวุโสด้านภัยคุกคาม ศูนย์วิจัยเทรนด์แล็บส์ กล่าวว่า การหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่สิ่งใหม่อย่างสแปมที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้เป็นการใช้ประโยชน์จากโอลิมปิก ปักกิ่ง 2008 (Beijing Olympics 2008) และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ณ เมืองโตริโน (Torino Winter Games) การที่กลลวงเหล่านี้ยังคงมีอยู่ก็เนื่องมาจากอาชญากรไซเบอร์ยังคงทำเงินได้จากภัยคุกคามในลักษณะนี้ เชื่อว่าผู้โจมตีจะยังคงใช้กลลวงรูปแบบดังกล่าวอยู่ เนื่องจากสามารถสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าแม้เทคนิควิศวกรรมทางสังคมจะถูกใช้มาเป็นเวลาหลายปีแล้วแต่กลับมีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ดังนั้น ตราบเท่าที่ผู้ใช้ยังคงตกหลุมพรางนี้อยู่ ผู้หลอกลวงก็จะยังคงสร้างสแปมใหม่ๆ ที่อาศัยเหตุการณ์ในกระแส เช่น โอลิมปิก ลอนดอน เพื่อล่อลวงเหยื่ออยู่ดี                                                    

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถป้องกันภัยคุกคามเหล่านี้ได้ด้วยการตรวจสอบอีเมล์ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ โดยอีเมล์ที่ไม่ปกติจะมีสัญญาณบ่งบอกบางอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ มีรูปแบบอีเมล์ไม่เป็นระเบียบหรือไม่ใช่แบบมืออาชีพ ข้อความที่ใช้เขียนผิดไวยากรณ์อย่างเห็นได้ชัด และอ้างถึงเงินรางวัลที่มีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ.



ขอบคุณที่มา 

http://www.thairath.co.th
ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

จับซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ย่านวังทองหลาง ยึดของกลางได้เพียบ รับตระเวนขายตามตลาดนัด



ทลายโรงงานปั๊มซีดีเพลงกลางกรุง ยึดของกลางได้เพียบ รับตระเวนขายตามตลาดนัด

เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (17 ก.ค.) พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผบช.น. พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ญาณพงษ์ โสมาภา ผกก.สน.วังทองหลางพร้อมเจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลอาญาเลขที่ 223/2555 ลงวันที่ 17 ก.ค. เข้าค้นบ้านเลขที่ 871,873 หมู่บ้านบดินทรรักษา แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการลักลอบผลิตและจำหน่ายดีวีดีและซีดีเพลงละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก เบื้องต้นพบเป็นบ้านทาวน์เฮ้าท์ สูง 2 ชั้น ติดกัน 2 คูหา โดยมีนางอลิษา เศรณีพงศ์ อายุ 30 ปี รับสารภาพว่าเป็นผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าว จากการตรวจสอบพบเครื่องผลิตซีดี เครื่องคอมพิวเตอร์ แผ่นเพลงละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2,500 แผ่น แผ่นดีวีดีเพลง 100 แผ่น แผ่นซีดีเปล่าจำนวน 2,000 แผ่น ปกเสนอจำหน่ายเพลงอีกจำนวนมาก

พล.ต.ต.วรศักดิ์เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากบริษัทโซนี่ไทยฯ ว่าบ้านดังกล่าวมีการลักลอบผลิตซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ และนำออกมาจำหน่ายตามสถานที่ต่าง ๆ จึงขอหมายค้นเข้าตรวจสอบก็พบของกลางทั้งหมดในห้องชั้นสอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซีดีเพลงทั้งเพลงไทยและเพลงสากล สร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์อย่างมาก พวกนี้กวาดล้างเท่าไรก็ไม่หมดยังมีการลักลอบผลิตอย่างต่อเนื่อง หากใครมีเบาะแสสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือที่ บช.น. จะได้ช่วยกันกวาดล้างให้หมดไป


ด้านนางอลิษาให้การว่า ทำการลักลอบผลิตและจำหน่ายเพลงมา 1 ปีกว่า จากนั้นจะนำไปขายที่ตลาดนัดทั่วกรุงเทพ ฯ โดยเฉพาะย่านสีลมขายแผ่นละ 50 บาท ส่วนใหญ่เป็นเพลงจำพวกเอ็มพี 3 โดยจะไปหาซื้อแผ่นแท้มาและทำการปั๊มขาย หมุนเวียนไปตามตลาดนัดต่าง ๆ โดยตนทำเป็นอาชีพหลัก.

*******************************
 จับซีดีละเมิดลิขสิทธิ์ย่านวังทองหลาง 

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผบช.น. พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ญาณพงษ์ โสมาภา ผกก.สน.วังทองหลางพร้อมเจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลอาญาเลขที่ 223/2555 ลงวันที่ 17 ก.ค. เข้าค้นบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านบดินทรรักษา แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ หลังสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการลักลอบผลิตและจำหน่ายดีวีดีและซีดีเพลงละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนมาก

เบื้องต้นบ้านหลังดังกล่าวเป็นทาวน์เฮาส์สูง 2 ชั้นติดกัน 2 คูหา เจ้าหน้าที่พบนางอลิษา เศรณีพงศ์ อายุ 30 ปี ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ผลิตดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ยึดเครื่องผลิต,ทำซ้ำ (เครื่องดุ๊ก) แผ่นดีวีดี ซีดีเพลงจำนวน 4 เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ผลิตจำนวน 1 เครื่อง แผ่นเพลงละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 2,500 แผ่น แผ่นดีวีดีเพลง 100 แผ่น แผ่นซีดีเปล่าจำนวน 2,000 แผ่น ปกเสนอจำหน่ายเพลง จำนวน 3,000 ปก รวมของกลาง 7,500 ชิ้น มูลค่าความเสียหายจำนวน 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้เครื่องดุ๊กมีความสามารถในการปั๊มแผ่นได้ถึง 10 แผ่นภายในไม่กี่นาที

พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากบริษัทโซนี่ไทยฯ ว่าบ้านดังกล่าวมีการลักลอบผลิตซีดีละเมิดลิขสิทธิ์และนำออกมาจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ จึงขอหมายค้นเข้าตรวจสอบก็พบของกลางทั้งหมดในห้องชั้นสอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซีดีเพลงทั้งเพลงไทยและเพลงสากลสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์อย่างมาก ซึ่งพวกนี้กวาดล้างเท่าไรก็ไม่หมดยังมีการลักลอบผลิตอย่างต่อเนื่อง หากใครมีเบาะแสก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือที่ บช.น. จะได้ช่วยกันกวาดล้างให้หมดไป

ด้านนางอลิษาให้การรับว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเช่า เช่าเดือนละ 10,000 บาท โดยทำการลักลอบผลิตและจำหน่ายเพลงมา 1 ปีกว่า และพึ่งย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวไม่ถึงปี โดยจะไปขายที่ตลาดนัดทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านสีลม ขายแผ่นละ 50 บาท ส่วนใหญ่เป็นเพลงจำพวกเอ็มพี 3 โดยจะไปหาซื้อแผ่นแท้มาและทำการปั๊มขาย หมุนเวียนไปตามตลาดนัดต่าง ๆ ทำเป็นอาชีพหลัก

ทางเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาทำซ้ำละเมิดไม่ผ่านลิขสิทธิ์ตามพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มีไว้ในครอบครองและเผยแพร่โดยไม่ผ่านเจ้าพนักงาน พร้อมยึดของกลางทั้งหมดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป





ขอบคุณที่มาhttp://www.dailynews.co.th/

ขอบคุณที่มาhttp://breakingnews.nationchannel.com


  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

12/7/55

Facebook อัพเดท หน้า Event ใหม่ แสดงผลแบบปฏิทินได้แล้ว และFacebook Groups เพิ่มคุณสมบัติ "ถูกอ่านแล้ว"


วันนี้อัพเดทข่าวจาก Facebook   มีอัพเดท หน้า Event ใหม่ แสดงผลแบบปฏิทินได้แล้ว และFacebook Groups เพิ่มคุณสมบัติ "ถูกอ่านแล้ว" 


    ล่าสุดเฟซบุ๊กได้ปรับการแสดงผลในส่วนของ Event โดยสามารถแสดงผลได้ทั้งแบบ List และ Calendar โดยในแต่ละช่องของปฏิทินจะแสดงวันเกิดของเพื่อน, กิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงตารางนัดหมายต่างๆ และอีกส่วนที่มีการปรับปรุงก็คือ Facebook Groups   Facebook ประกาศว่าได้เพิ่มคุณสมบัติ "ถูกอ่านแล้ว" ในแต่ละโพสต์ที่อยู่ใน Facebook Groups มีผลตั้งแต่วันนี้ 




-----------------------------------------------------------------

เฟซบุ๊กอัพเดตหน้า Event ใหม่ แสดงผลแบบปฏิทินได้แล้ว



หลังจากกูเกิลเปิดตัว Google+ Event ได้ไม่นาน ตอนนี้เฟซบุ๊กออกมาเคลื่อนไหวด้วยการปรับอินเทอร์เฟซหน้า Event ใหม่แล้ว

หน้า Event แบบใหม่จะมีให้เลือกแสดงผลสองแบบคือ List และ Calendar โดยแบบแรกจะใกล้เคียงกับของเก่า แต่เพิ่มปฏิทินแบบย่อตรงด้านซ้ายเข้ามา วันที่มีอีเวนท์จะแสดงผลเป็นตัวหนา และมีแนะนำอีเวนท์โดยอิงจากเพื่อน สถานที่ และเพจที่มีอยู่อีกด้วย

ส่วนแบบ Calendar จะแสดงผลเป็นบล็อกๆ แบบปฏิทินรายเดือน ซึ่งจะมีวันเกิด และนัดหมายอยู่ตามบล็อกของแต่ละวัน

เฟซบุ๊กบอกว่า Event ใหม่เริ่มทยอยอัพเดตให้ผู้ใช้แล้ว (ผมลองไปดูก็มีแล้ว) ใครยังไม่ได้อัพเดตลองดูภาพได้จากที่มาครับ

ขอบคุณที่มา
http://www.blognone.com/node/34096



--------------------------------------
Facebook Groups เพิ่มคุณสมบัติ "ถูกอ่านแล้ว"



Facebook ประกาศว่าได้เพิ่มคุณสมบัติ "ถูกอ่านแล้ว" ในแต่ละโพสต์ที่อยู่ใน Facebook Groups มีผลตั้งแต่วันนี้ โดยแบ่งการแสดงผลเป็นสองขั้นคือ แสดงจำนวนผู้อ่านโพสต์นั้นๆ แล้ว และสามารถกดดูรายชื่อคนที่อ่านข้อความนั้นแล้วได้ กับอีกขั้นคือบอกว่าทุกคนใน Group ได้อ่านข้อความกันหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้คุณสมบัติดังกล่าวมีอยู่ใน Facebook Chat และ Facebook Messenger ครับ



ขอบคุณที่มา
http://www.blognone.com/

ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

ระวัง! อีเมล์ปลอม(Phishing Email) ในการธนาคารออนไลน์



ระวัง! อีเมล์ปลอมจากธนาคาร
ประเด็นเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนควรรับรู้ (และถ้ารู้ก็บอกคนรอบตัวให้รู้)

ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับ “อีเมล์ปลอม” ที่ทำตัวเหมือนอีเมล์แจ้งข้อมูลจากธนาคารในประเทศไทยอยู่พอสมควร ซึ่งอีเมล์พวกนี้จะมีเนื้อหาทำทีว่าบัญชีออนไลน์ของเรามีปัญหาหรือธนาคารจะ ปรับปรุงระบบ แล้วบอกให้เรากดลิงก์ที่ให้มาเพื่อปรับปรุงข้อมูลเสียใหม่

ฟังดูคล้ายๆ กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่โทร.มาหลอกให้โอนเงินเพื่อรักษาสภาพบัญชีเลยใช่ไหม ครับ เทคนิคเดียวกัน เรื่องพวกนี้ถ้าเผลอกดเข้าเว็บหลอก (ที่มักจะปลอมหน้าตาให้เหมือนเว็บจริง) แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญลงไป อาจซวยได้ครับ ดังนั้น เรื่องพวกนี้เราต้องรู้ให้เท่าทันแก๊งหลอกลวงไว้เสมอๆ

วิธีตรวจสอบอีเมล์ว่าเป็นของแท้หรือของปลอม วิธีดูง่ายๆ คือดูที่ “ชื่อผู้ส่ง” และ URL ของเว็บที่บอกให้เราคลิก ผมขอใช้ภาพอีเมล์หลอกว่าเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่ผมได้รับมาเป็นตัวอย่างให้ดูกันชัดๆ เลยดีกว่าครับ




จากภาพจะเห็นว่าชื่อผู้ส่งใช้คำว่า SCB – Online Security ซึ่งดูแล้วน่าเชื่อถือ แต่พอดูอีเมล์ของผู้ส่งจะลงท้ายเป็น @ioo2012-scb.com แบบนี้ดูแปลกๆ แล้วใช่ไหมครับ เพราะเว็บไซต์ของธนาคารไทยพาณิชย์คือ scb.co.th ดังนั้นอีเมล์ก็ควรจะใช้รูปแบบเดียวกัน แบบนี้ฟันธงไว้ก่อนเลยว่าปลอมชัวร์



ถัดมาในเนื้อเมล์ เขาจะหลอกให้เราคลิกไปที่ http://www.scbsystemupgrade.net/EasyNet.htm (อีเมล์ปลอมจะเปลี่ยนชื่อเว็บไปเรื่อยๆ เขาทำเว็บหลอกไว้เยอะ) จะเห็นว่าชื่อเว็บมีคำว่า scb และมีคำศัพท์ที่ดูน่าเชื่อถือ แต่รวมทั้งหมดแล้วมันไม่ตรงกับเว็บหลักของธนาคาร (scb.co.th) หรือเว็บธนาคารออนไลน์ (scbeasy.com) แบบนี้ก็ปลอมชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ครับ

ลองมาดูตัวอย่างอีเมล์จริงที่ SCB ส่งมาแจ้งข่าวแก่ลูกค้าเป็นการเปรียบเทียบนะครับ (อีเมล์ของแท้จะแจ้งข่าวเราเฉยๆ แต่ไม่มีวันขอข้อมูลใดๆ จากเราผ่านอีเมล์หรืออินเทอร์เน็ต ถ้าไม่ชัวร์โทร.เข้าคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารก่อนเป็นดีที่สุด)




จากภาพจะเห็นว่าผู้ส่งอีเมล์เป็น scb.co.th และลิงก์ที่ลงไว้คือ scbeasy.com ซึ่งเป็นเว็บที่ SCB โฆษณาเอาไว้ตามชื่อต่างๆ รายละเอียดในเมล์เห็นชัดว่าต่างไปจากอีเมล์หลอกแน่นอน



เพื่อความชัวร์ ผมอยากให้คุณผู้อ่านตั้งใจสังเกตข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อเข้าเว็บธนาคารออนไลน์ กันสักหน่อย จะได้มั่นใจว่าเป็นเว็บแท้ไม่มีหลอกครับ เนื่องจากเว็บปลอมนิยมทำหน้าตาให้เหมือนเว็บแท้เพื่อหลอกให้คนตายใจ ดังนั้น เราต้องสังเกตที่จุดอื่นแทน ซึ่งจะต่างกันไปตามเว็บเบราว์เซอร์ที่ใช้




กรณีแรกขอใช้ของ Firefox กับธนาคารไทยพาณิชย์ก่อน



จุดแรกที่ควรสังเกตคือ URL ของเว็บต้องเป็น scbeasy.com เท่านั้น คือต้องเขียน scbeasy กับ .com ติดกันเสมอ ถ้าเจอ scbeasy.online-web.com แบบนี้ของปลอมแน่นอนครับ

ถัดมาด้านซ้ายมือจะเห็นปุ่มสีเขียวพร้อมชื่อ ธนาคาร มันสามารถกดได้และจะแสดงเมนูขึ้นมาให้เห็น เมนูนี้คือธนาคารจะไปขอคำรับรองจากหน่วยงานในต่างประเทศเพื่อบอกเราว่าเว็บ นี้เป็นเว็บจริง ถ้าไอคอนเป็นสีเขียวพร้อมชื่อธนาคารที่เราใช้จริงๆ แบบนี้มั่นใจได้




กรณีที่สอง ผมเปลี่ยนเป็น IE กับธนาคารกสิกรไทยครับ ไอเดียคล้ายๆ กันแต่รายละเอียดต่างไปสักหน่อย




จุดแรกดู URL เหมือนกัน ของธนาคารกสิกรไทยใช้คำว่า kasikornbankgroup.com ถ้าผิดไปจากนี้แปลว่ามีปัญหา
IE ใช้วิธีแสดงแถบที่อยู่ทั้งอันเป็นสีเขียว พร้อมไอคอนแม่กุญแจบอกว่าปลอดภัย และชื่อธนาคารที่ผ่านการรับรองแล้ว แบบนี้ถูกต้อง ใช้งานได้




กรณีสุดท้าย ใช้ Chrome กับเว็บธนาคารกรุงเทพ หน้าตาจะคล้ายกับของ Firefox มากกว่า
URL ลงท้ายด้วย bangkokbank.com
มีไอคอนแม่กุญแจสีเขียว กดเข้ามาแล้วเจอสีเขียวพร้อมชื่อธนาคารอย่างถูกต้อง
สำหรับธนาคารอื่นๆ คงไม่พูดถึงทั้งหมดเพราะจะซ้ำซ้อนเปล่าๆ หลักการของทุกธนาคารเหมือนกันหมด ดังนั้น นำเคล็ดที่ผมกล่าวไปช่วยตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมได้ครับ



สุดท้าย นอกจากเรื่องเข้าเว็บถูกไม่โดนหลอกแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของบัญชีเราได้คือไวรัสและมัลแวร์ ที่อาจเข้ามาติดเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยไม่รู้ตัว ไวรัสหรือมัลแวร์บางตัวจะแอบทำงานอยู่เงียบๆ และดักจับข้อมูลจากคีย์บอร์ดของเรา (ก่อนที่จะส่งไปยังเว็บธนาคารจริงๆ) ซึ่งมันอาจได้ข้อมูลสำคัญอย่างรหัสผ่านหรือหมายเลขบัตรเครดิตไปได้ ดังนั้น ควรติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสและอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ ปัจจุบันมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสดีๆ มากมายให้เลือกดาวน์โหลดได้ตามชอบครับ.



ขอบคุณที่มา
http://www.thairath.co.th

ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

11/7/55

รวบหนุ่มใช้แอพ"ไลน์ (Line)"ในไอโฟน-ลวงลักรถเหยื่อสาว






เมื่อวันที่ 10 ก.ค. พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.2 แถลงข่าวจับกุมนายพงศกร หรือพีค จิตจำรัส อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ 1 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยาในข้อหาลักทรัพย์ พร้อมยึดของกลางรถเก๋งฮอนด้า แจ๊ซ สีขาว ทะเบียน ญฮ-7066 กทม. และโทรศัพท์มือถือไอโฟน 1 เครื่อง โดยมีน.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้เสียหายอายุ 29 ปี ชี้ให้จับกุม


 พล.ต.ท.ปัญญาเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องนายพงศกรใช้โปรแกรมไลน์ เป็นสื่อกลางแช็ตพูดคุยกับน.ส.เอ อ้างตัวเป็นวิศวกรประจำโรงงานใน จ.ปทุมธานี กระทั่งเหยื่อรู้สึกสนิทสนมไว้ใจ ต่อมา 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงล่อลวงนัดหมายให้มาซื้อกระเช้าผลไม้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ริมชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี จากนั้นนายพงศกรทำทีเป็นสุภาพบุรุษ อาสาถือกระเป๋าของน.ส.เอ และออกอุบายว่าจะเดินไปซื้อของอีกร้าน เมื่อเหยื่อเผลอจึงขโมยกระเป๋า พร้อมทรัพย์สินและขับรถเก๋งของผู้เสียหายหลบหนีไป


 ผบช.ภ.2 กล่าวว่า หลังเกิดเหตุชุดปราบปรามพิเศษ สภ.เมืองพัทยา หาข่าวและมีพลเมืองดีแจ้งว่า พบรถเก๋งของน.ส.เอ จอดอยู่บริเวณลานจอดรถตลาดนัดคลองถม ริมถนนสุขุมวิท หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จึงวางกำลังซุ่มดูกระทั่งพบนายพงศกรเดินมาที่รถจึงเข้าจับกุม ซึ่งคนร้ายสารภาพอ้างว่าเหตุที่ทำไปเพราะเดือดร้อนเรื่องเงิน เนื่องจากเคยถูกตำรวจจับในคดีลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ทำให้ต้องวิ่งเต้นคดีจนไม่มีเงินใช้

ขอบคุณที่มา

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341936957&grpid=&catid=19&subcatid=1905


-------------------------------------------------

ตร.ชลบุรีจับวิศวกรแชตหลอกสาวขโมยเก๋ง



เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ก.ค. 55 พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.2 พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.พิสิฏฐ โปรยรุ่งโรจน์ รอง ผบก. พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รทท.ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.ท.เกียรติศักดิ์ สระทองออย รอง ผกก.ปป. พ.ต.ท.ชิตเดชา สองห้อง สวป. พร้อมกำลังตำรวจ ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายพงศกร หรือพีค จิตจำรัส อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ 1 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ จ.439/2555 ลงวันที่ 26 มิ.ย.55 ในข้อหาลักทรัพย์ พร้อมของกลางรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีขาว ทะเบียน ญฮ-7066 กทม. และโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 1 เครื่องผู้เสียหาย ชี้ให้จับกุม

พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่ประมาณ 1 เดือนก่อน นายพงศกร หรือพีค ผู้ต้องหา ซึ่งมีอาชีพเป็นวิศวกรอยู่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ได้ใช้โทรศัพท์มือถือแชตติดต่อกับ น.ส.วราภรณ์ ผ่านทางโปรแกรม LINE จนมีความสนิทสนมและผู้เสียหายเกิดความไว้วางใจ เนื่องจากนายพงศกร อ้างว่าเป็นวิศวกรรับตกแต่งภายใน และมีความมั่นคงทางอาชีพ กระทั่งเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายพงศกร ได้นัดหมายให้ น.ส.วราภรณ์ เดินทางมาซื้อกระเช้าผลไม้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยาบีช ริมชายหาดพัทยา

จากนั้นนายพงศกร ได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ด้วยการอาสาถือกระเป๋าของ น.ส.วราภรณ์ และให้ฝ่ายหญิงเป็นคนเลือกซื้อผลไม้เพื่อจัดกระเช้า แต่ระหว่างนั้นนายพงศกร ได้ออกอุบายว่าจะเดินไปซื้อของอีกร้านหนึ่ง พอ น.ส.วราภรณ์ เผลอ โจรแสบในคราบวิศกรรายนี้จึงขโมยกระเป๋าถือ ภายในมีโทรศัพท์มือถือและเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง และขับรถยนต์เก๋งของผู้เสียหายหลบหนีไป

ต่อมาตำรวจชุดปราบปรามพิเศษ สภ.เมืองพัทยา ได้ออกสืบสวนหาข่าวกระทั่งมีพลเมืองดีแจ้งเข้ามาว่า พบรถยนต์เก๋งของ น.ส.วราภรณ์ จอดอยู่บริเวณลานจอดรถตลาดนัดคลองถม ริมถนนสุขุมวิท หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จึงวางกำลังซุ่มดูเหตุการณ์ และพบนายพงศกร เดินมาที่รถ จึงทำการจับกุมตัวและทำการตรวจค้นพบของกลางโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย ก่อนคุมตัวมาสอบสวนให้การรับสารภาพว่า สาเหตุที่ทำไปเพราะความจำเป็น เนื่องจากเคยถูกตำรวจจับในคดีลักษณะเดียวกันนี้ ทำให้ต้องวิ่งเต้นคดีจนไม่มีเงินใช้

พล.ต.ท.ปัญญา เผยอีกว่า จากการตรวจสอบประวัติของนายพงศกร พบว่า เคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวในเขตพื้นที่ อ.คลองหลวง และ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มาแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อประมาณต้นเดือน ก.ค.2552 นายพงศกร ได้แชตหลอกลวงนักศึกษาสาวปี 1 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ให้มาพบ แล้วฉกเอาคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหลบหนีไป แต่ต่อมาถูกตำรวจ สภ.ธัญบุรี จับกุมตัวไว้ได้ และมีผู้เสียหายหลายรายเดินทางไปชี้ตัวและแจ้งความเพิ่มเติม กระทั่งมาก่อเหตุอีกครั้งในพื้นที่เมืองพัทยา

ซึ่งล่าสุดตรวจสอบพบว่ายังมีหญิงสาวอีกรายหนึ่งที่กำลังคบหาอยู่กับนายพงศกร เมื่อสอบถามพูดคุยกับหญิงคนดังกล่าวจึงเชื่อว่าน่าจะกำลังถูกนายพงศกร หลอกอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้คงต้องฝากเตือนไปยังวัยรุ่นที่ใช้สื่อ ออนไลน์ในการติดต่อพูดคุยกัน ให้ระวังจะตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพ และหากท่านใดสงสัยว่าจะตกเป็นเหยื่อหนุ่มวิศวกรแสบรายนี้ สามารถชี้ตัวและแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่ สภ.เมืองพัทยา







ข่าวคดีเก่า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.มนัส จันทร์เทียะ สารวัตรเวรสอบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นำตัว นายพงศกร จิตจำรัส อายุ 27 ปี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ไปดำเนินคดี หลังจากเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้หลอกผู้เสียหาย คือ น.ส.ขนิษฐา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี นศ.ชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านนครนายก ให้มาพบและเอาทรัพย์สินไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสืบสวนและใช้ให้สายลับทำการล่อนัดหมายให้นายพงศกรออกมาตามนัด และสามารถจับกุมได้ที่ ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขานวนคร


นางสาวประภัสรา ให้การว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ได้มาพบนายพงศกร ที่รู้จักกันทางอินเตอร์เน็ต ที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส คลอง 7 ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พอมาถึงนายพงศกรอาสาถือคอมพิวเตอร์ให้และชวนไปทานข้าว ขณะที่นั่งอยู่ที่ร้านอาหาร นายพงศกรจะให้ตนเดินออกจากโต๊ะ เพื่อไปสั่งอาหาร ในจังหวะที่เผลอนายพงศกรขโมยเอาโน๊ตบุคของตนหายตัวไป ต่อมาไปปรึกษาเพื่อนหญิงและอาจารย์ จึงเข้าแจ้งความ และวางแผนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เพื่อนผู้หญิงทำทีติดต่อกับนายพงศกรทางอินเตอร์เน็ต และนัดพบหมายให้มาพบที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขานวนคร เจ้าหน้าตำรวจจึงสามารถจับกุมได้


ผู้ต้องหารับสารภาพว่า เรียนจบวิศวกร จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ย่านลาดพร้าว จึงได้ทำงานรับเหมาก่อสร้างกับญาติย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อมีเวลาว่างจึงสนทนาทางเอ็มเอสเอ็นกับสาวๆ โดยใช้ชื่อว่า ตั้ม ส่วนใหญ่บุคคลที่ติดต่อด้วยจะเป็นนักศึกษาสาวปีที่ 1 โดยจะอ้างกับผู้เสียหายว่ามีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะให้เบอร์โทรศัพท์สร้างความไว้ใจกับเหยื่อ แล้วหลอกให้มาพบจากนั้นจะใช้วิธีการหลอกล่อให้เหยื่อเผลอ แล้วฉกเอาทรัพย์สินไป ซึ่งจากการสอบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาเคยก่อคดีลักษณะดังกล่าวมาแล้วในหลายพื้นที่




ขอบคุณที่มาhttp://www.matichon.co.th/

http://breakingnews.nationchannel.com


  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239

10/7/55

thnic.co.th ผู้ให้บริการด้าน Domain รายใหญ่ที่สุดของไทยเจาะระบบ (แฮกเกอร์hacker)



ในวันนี้ทาง THNIC ผู้ให้บริการโดเมน .th ได้ส่งอีเมลแจ้งกับลูกค้าว่า บริษัทตรวจพบร่องรอยการเจาะระบบ และมีความเป็นไปได้ที่จะชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านอาจถูก(แฮกเกอร์hacker)เจาะออกไป โดยแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชี THNIC รวมถึงบัญชีอื่นๆ ที่อาจใช้รหัสผ่านชุดเดียวกันด้วย ทั้งนี้ทาง THNIC ระบุว่าได้มีการแก้ไขเพื่อป้องกันในขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว


เรียนท่านเจ้าของ Account ระบบจัดการโดเมนทุกท่าน
THNIC พบว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดี ได้บุกรุกเข้ามาในระบบจัดการโดเมนของลูกค้า และมีความ เป็นไปได้ที่จะได้ข้อมูล Log-in / Password ไป
และแม้ว่า THNIC จะมีการเพิ่มมาตรการความ ปลอดภัยโดย แก้ไขและปิดช่องโหว่ของเครื่องเซิฟเวอร์ พัฒนาระบบการเข้าสู่ Account เพิ่มเติม
และดำเนินการเปลี่ยนเครื่อง Server เพื่อหลีกเลี่ยงช่องทางที่ผู้บุกรุกได้ซ่อนไว้ รวมถึงมีมาตรการ ให้เจ้าของ Account ทุกท่านต้องเปลี่ยนรหัสผ่านก่อนการใช้งานแล้วนั้น
อย่างไรก็ตามทาง THNIC ใคร่ขอแจ้งเตือนท่านเจ้าของ Account ที่มีการใช้งานอื่นๆ บน ระบบ Internet ซึ่งใช้รหัสผ่าน เหมือนรหัสผ่านที่ใช้กับระบบจัดการโดเมนของ THNIC
ขอแนะนำ ให้ท่านเปลี่ยนรหัสผ่านนั้น ๆ ในทันที เพื่อป้องกันการติดตามจากผู้ไม่ประสงค์ดีดังกล่าว ซึ่งอาจจะมี การติดตามเข้าไปยังการใช้งานอื่น ๆ ของท่าน
THNIC ต้องขออภัยกับเหตุการณ์ และความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ทาง THNIC มิได้นิ่ง นอนใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ยกระดับความปลอดภัย
เพื่อให้ท่านมั่นใจในการใช้งานระบบจด ทะเบียนโดเมน และหากท่านมีข้อสงสัยหรือเสนอแนะใด สามารถติดต่อได้ที่ staff @ thnic.co.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ขอแสดงความนับถือ ภาคภูมิ ไตรพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอช.นิค จำกัด .th Registrar




--------------------------------------------------------------------

มีข่าวแจ้งจากทาง thnic.co.th ผู้ให้บริการด้าน Domain รายใหญ่ที่สุดของไทย .co.th | .go.th | .ac.th | mi.th | or.th และอื่นๆอีกมากมายของไทยโดน Hack ได้รหัสและ username ไป พูดง่ายๆก็คือ domain สำคัญๆของไทยโดน Hack ออกไป
ใครทราบข่าวนี้แล้วโปรดแจ้งให้เปลี่ยน username password ด่วน
ซึ่งการแจ้งให้ดำเนินการดังกล่าว ก็อาจจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือลดปัญหาที่เกิดขึ้นระยะสั้นของ user ที่จะถูกเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล ข้อเสียคือ อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว จนกว่าจะแน่ใจว่าได้อุดช่องโหว่ให้ได้แน่นอน
ก่อนแล้วจริงๆ ค่อยประกาศหรือแจ้งข่าวออกมา เพราะถ้าเปลี่ยนตอนนี้ในขณะที่ช่องโหว่ อยู่ อาจจะทำให้ เหมือนกับการยื่น รหัสผ่านใหม่ไปให้ hacker และ Hacker ก็อาจจะนำรหัสนั้นไปใช้ต่อยอดเพิ่มเติมได้ และถึงแม้ว่าจะมีการเข้ารหัสเพิ่ม แต่ทุกวันนี้ Hacker ก็มี Tool มากมายในการถอดรหัสเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นก็มีคำถามขึ้นมาจากหลายฝ่ายว่า "หากมีธนาคารหรือสถาบันการเงินใดใช้บริการอยู่ด้วยแล้วเกิดความเสียหายที่ hacker เปลี่ยนเส้นทางของเว็บไปเพื่อทำเว็บปลอมเพื่อดักรหัส ในกรณีเช่นนี้ เกิดความเสียหายขึ้น หน่วยงานใดจะออกมารับผิดชอบ"
อย่างไรก็ตามขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ และถูกต้องตามหลักที่สมควรดำเนินการ
หลังจากข่าวนี้ออกมาทางเราก็ได้พยายามติดต่อไปยังผู้เกี่ยวข้องของ THNIC แต่ไม่สามารถติดต่อได้ คาดว่าคงกำลังเร่งประชุมแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้อยู่ หวังว่าผู้ที่รับทราบข่าวนี้คงจะไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมอยู่ดี ๆเข้าเว็บของตัวเองหรือเว็บที่เข้าบ่อยๆ แล้ว redirect ไปที่อื่น

ขอบคุณที่มาhttp://www.facebook.com/CITEC.Evolution/posts/473900812622155
http://www.blognone.com/

https://www.thnic.co.th/





  ติดตามการอัพเดทแนะนำแอพพลิเคชั่น บนios เกมไอโฟน / App thai (แอพพลิเคชั่นคนไทยทำ)หรือแอพต่างที่น่าสนใจ รวมทั้งบทความและข่าวไอที และ เกาะติดสถานการณ์ข่าวเด็ดประเด็นร้อนได้ที่(ฝากกด Likeแฟนเพจ )http://www.facebook.com/pages/Guruclub/130621303654239